ภาคเกษตร : Agriculture

ค่าเสียหายโลกร้อน: คนเล็กจ่ายก่อน

ภาวะโลกร้อนเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่มากในปัจจุบัน ทุกประเทศต้องช่วยกันอย่างเต็มที่ในการลดเงื่อนไขที่ทำให้โลกร้อน ประชาชนในแต่ละประเทศก็มีภาระอย่างเดียวกัน ไม่ว่าจะมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ และไม่ว่าจะเอาคาร์บอนเครดิตไปขายได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมของมนุษย์ ทั้งที่เป็นไปโดยธรรมชาติ และที่ทำขึ้นเพื่อดำรงชีวิต ย่อมต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นธรรมดา ปัญหาคือจะแบ่งความรับผิดชอบของผู้กระทำอย่างไร

ในกรณีเช่นนี้ หลักปฏิบัติที่เขาใช้กันทั่วไปก็คือ กระจายความรับผิดชอบไปให้แก่ทุกฝ่าย เช่นเอาค่าปรับโลกร้อนไปฝากไว้ในภาษีการซื้อ-ขายยางพารา จะฝากไว้ที่ระดับน้ำยาง หรือระดับผลิตภัณฑ์เช่นยางรถยนต์ก็ตาม แต่ผู้บริโภคต้องจ่าย โดยไม่เอาค่าปรับไปกระจุกไว้ที่ปัจเจกบุคคลที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก แล้วปล่อยให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก กิจกรรมนั้นลอยนวลไป

ชาวบ้านไทยโดนคดีแรกของโลกจ่ายค่าเสียหายทำโลกร้อน

นางกำจาย ชัยทอง ผู้ถูกศาลตัดสินข้อหากรณีบุกรุกทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จำนวน 8-2-85 ไร่ ให้จ่ายค่าเสียหายรวมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี กว่า 1.67 ล้านบาท กล่าวถึงการที่กรมอุทยานฯได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ทส.0903.4/14374 ถึงสำนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง ระบุแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการคิดคำนวณค่าเสียหายพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร ถึงค่าเสียหายทำให้โลกร้อนว่า ไม่ยอมรับเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำให้โลกร้อน เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ย่ามาหลายชั่วอายุคน ใช้เพื่อการเพาะปลูกมากกกว่า 200 ปี แล้ว ส่วนตัวรู้แล้วว่าการทำลายป่ามีผลกระทบอย่างไร แต่ตนเองไม่ได้อยู่ในพื้นที่ป่า

นางกำจายกล่าวด้วยว่าในวิถีเกษตรของการทำสวนยาง เมื่อต้นยางแก่ ต้องตัดเพื่อปลูกใหม่ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการทำลายป่า ทำให้โลกร้อน ต้องมาจ่ายเงินล้านเพราะตัดต้นยางในพื้นที่ของตัวเอง จะเอาที่ไหนมาจ่าย ลำพังแค่เงินหมื่นยังไม่เคยได้จับ การคิดค่าเสียหายเช่นนี้ไม่เป็นธรรมกับตนเองและพี่น้องในเครือข่ายเทือกเขา บรรทัดที่ต้องถูกคดี "ฉันเจ็บ เจ็บเหลือเกินซ้ำแล้วซ้ำเล่า พี่ชายฉันไปเป็นตำรวจ 3 จังหวัดชายแดน ต้องตายเพื่อรักษาประเทศ แต่ฉันกลับถูกฟ้องขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ที่เป็นที่ดินของปู่ย่าตายาย เป็นมรดกความทรงจำในการอยู่ร่วมกันของครอบครัว แต่อุทยานฯ ก็มายึดเอาไป" นางกำจายกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ป่าไม้ไทยในตลาดดาร์บอนใหม่

REDD เป็นคำย่อมาจากคำเต็มว่า Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Country (การลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลัง พัฒนา) REDD เป็นกลไกใหม่ที่ถูกนำเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เนื่องจากมีข้อมูลว่า มีก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากการทำลายป่าและการทำให้ป่าเสื่อมโทรมใน ประเทศกำลังพัฒนาคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ดังนั้น ถ้าลดการทำลายป่า/ป่าเสื่อมโทรมได้จะช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้มากทีเดียว

แต่ถ้าเน้นใช้กลไกตลาด ให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ คาดว่าจะมีความต้องการสูง เนื่องจากต้นทุนเรื่อง REDD ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการลดก๊าซในกิจกรรมอื่นๆ หากประเทศที่พัฒนาแล้วมุ่งแต่มาซื้อคาร์บอนเครดิตจาก REDD โดยไม่ลดการปล่อยก๊าซในประเทศตนเอง ปัญหาโลกร้อนก็จะไม่ได้รับการแก้ไข

โลกร้อน... และความเข้าใจผิดๆ

Post Today

รายงานโดย :เรื่อง : อนุสรา ทองอุไร / สุรีย์รัตน์ พิทักษ์:

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กระแสการรณรงค์เรื่องโลกร้อนกำลังได้รับความสนใจจากหลายๆ ฝ่าย รวมทั้งประชาชนชาวไทยอย่างน่ายินดี

 

แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีคนอีกหลายคนที่เกิดความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้การช่วยลดภาวะโลกร้อนที่ทุกคนกำลังช่วยกันแก้ไขและเยียวยา อยู่นั้นเดินไปในทางที่ผิด

ถ้าจะมีใครรอดในยุคโลกร้อน ก็น่าจะเป็นคนคีรีวง

ย้อนปฏิทินปี พ.ศ 2531 เกิดอุทกภัยน้ำท่วมที่บ้านคีรีวง ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ด้วยสภาพพื้นที่ในหมู่บ้านที่เป็นที่ราบตีนเขาหลวง มีภูเขาล้อมรอบทั้ง 4 ด้านซึ่งเป็นที่มาของชื่อบ้านคีรีวง (คีรีวง= วงล้อมภูเขา) เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดจากจากฝนที่ตกติดต่อกันเป็นเวลา 13 วัน ทำให้น้ำป่าจากเขาหลวงพัดท่อนซุงท่อนมหึมาจากการทำไม้สัมปทานไหลทะลักเข้า หมู่บ้านทางคลองทำดี เข้ากัดเซาะและพื้นดินและทะลักเข้าท่วมทำลายหมู่บ้านในที่สุด เหตุการณ์นั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 คน และสิ่งที่ดูจะเป็นอาถรรพ์จนไม่น่าเชื่อนั่นคือก่อนจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ปี 2531 ได้เคยเกิดอุทกภัยรูปแบบเดียวกันนี้เมื่อปี 2505 ปี 2518 จนถึงปี 2531 เหตุการณ์อุทกภัยแต่ละครั้งห่างกัน 13 ปี ก่อนจะมาถึงครั้งสุดท้าย 2531 ที่เลขด้านหลัง 31 สลับกันก็เป็นเลข 13 นี้ที่ดูจะเป็นเลขอาถรรพ์ของหมู่บ้านคีรีวง

ในวันนี้บ้านคีรีวงผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งสุดท้ายมากว่า 20 ปีโดยไม่มีอาถรรพ์จากภัยธรรมชาติ ชาวบ้านคีรีวงปรับตัวเพื่อลดโอกาสและความรุนแรงของภัยธรรมชาติด้วยการฟื้นฟู ธรรมชาติ การไม่ทำลายธรรมชาติให้เกียรติและเคารพธรรมชาติ การรู้จักปรับตัวนี้ถึอเป็น หัวใจสำคัญในยุคของภัยชนิดใหม่ที่มากับภาวะโลกร้อน

โลกร้อน: พลิกวิกฤตทำลายป่าเป็นโอกาสทำเงิน?

ภายใต้ความพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตัวการทำโลกร้อน ได้มีข้อเสนอหลากหลาย หนึ่งในนั้นที่ฟังดูเผินๆแล้วเข้าทีคือข้อเสนอที่เรียกว่า REDD ที่ย่อมาจาก Reducing emissions from deforestation and forest degradation in developing countries แนวคิดหลักคือการให้ประเทศพัฒนาแล้วอุดหนุนการลดการตัดไม้และการทำให้เกิด ความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเก็บป่าไว้เป็นแหล่งเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แต่นักวนศาสตร์และนิเวศน์วิทยาชั้นครูของเมืองไทยอย่าง ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ผู้ก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของแนวคิดการจัดการภายใต้ REDD ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งเรื่องป่าระหว่างรัฐกับชุมชนที่ต้องพึ่งพิงป่าอี กระรอกใหญ่เนื่องจากป่าจะกลายเป็นสินค้า

"REDD เป็น commercial thinking ป่ากลายเป็นสินค้าชนิดใหม่ เป็น payment for environmental services คือประเทศรวยยอมจ่ายเงินให้ประเทศอย่างเรารักษาป่า แล้วกำหนดว่าเราทำะไรกับป่าไม่ได้นะ ต้องรักษาไว้ในสภาพเดิม ถ้ารัฐไปรับเงินเขามา ก็ต้องมาเข้มงวดกับชาวบ้านไม่ให้ใช้ป่า"

ชาวบ้านไทยถกผลกระทบโลกร้อน

ภาคประชาชนนำโดยคณะทำงานลดโลกร้อนอย่างเป็นธรรมร่วมกับศูนย์ฝึกอบรม วนศาสตร์ชุมชน และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ได้การประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นที่ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยมีกลุ่มเครือข่ายองค์กรชาวบ้านหลายสิบองค์กร กว่า 70 ชีวิตจากทุกภาค ได้เดินทางมาร่วมประชุมปรึกษาหารือถึงทิศทางการแก้ไขปัญหาโลกร้อนเพื่อหาจุด ยืนและข้อเสนอร่วมกันของภาคประชาชน

"กลุ่มประชาชนที่พึ่งพิงทรัพยากร มีชีวิตอยู่กับป่าและทรัพยากรธรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร ชนเผ่า ชาวประมง ชาวบ้าน ฯลฯ จะต้องเข้ามารับรู้เรื่องนี้และตามให้ทันกับนโยบายด้านนี้ของประเทศไทยและ การเจรจาบนเวทีโลกที่จะมีขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะเขาจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกฎกติกาที่จะเกิดขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าถ้าเราปล่อยให้การออกแบบมาตรการกลไกเหล่า นี้อยู่ในมือคนไม่กี่คน เชื่อว่าแก้ไขปัญหาไม่ได้ เรามีมติร่วมกันว่าทิศทางพัฒนาเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องเร่งส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม การเคารพสิทธิและการเข้าถึงทรัพยากร ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบาย" คณะทำงานเพ็ญโฉม แซ่ตั้งกล่าว

การลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าในเวทีเจรจาเรื่องโลกร้อน

ประเด็นหนึ่งในการเจรจาเรื่องโลกร้อนที่มีผลเกี่ยวโยงกับประเทศไทยอย่าง มาก คือ เรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าใน ประเทศกำลังพัฒนาหรือที่นิยมเรียกกันว่า "REDD" ซึ่งเป็นคำย่อที่มาจาก Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Countries

จากรายงานศึกษา พบว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเนื่องมาจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าใน เขตร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ในการประชุมสมัชชารัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 11 (COP11) ในปี พ.ศ.2548 ประเทศ ปาปัวนิกินีและประเทศคอสตาริกาจึงได้มีการเสนอแนวคิดให้เพิ่มเรื่องของการ ทำลายป่าเข้าไปในกลไกการพัฒนาที่สะอาดเพื่อสร้างแรงจูงใจที่จะลดปัญหาการ ทำลายป่า แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประเทศภาคีสมาชิกอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทยในเวลาต่อมา

จะแก้ปัญหาไฟป่าต้องเข้าใจไฟป่าก่อน

อากาศที่ร้อนขึ้นทุกวัน เป็นสัญญานเตือนว่าฤดูควันและไฟกำลังจะมาถึงในหลายๆพื้นที่ของบ้านเรา พื้นที่ข่าวและภาพในสื่อจะเริ่มเต็มไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจาก หมอกควันที่พัดสู่เมืองโยงเข้ากับโลกร้อน แต่ในป่า ชนเผ่าต่างๆที่ยังชีพด้วยการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนและต้องเผาพึ้นที่ทำไร่ เพราะเป็นการกำจัดซากพืชและเศษใบไม้ที่ได้ผลดีและต้นทุนต่ำที่สุดวิธีหนึ่ง ก็กำลังทำหน้าที่ประจำปี คือการทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่าเพื่อป้องกันการลามของไฟเข้าสู่เขตพื้นที่ป่า และที่อาศัยทำกินของหมู่บ้าน และท่ามกลางเสียงดังๆ ในสื่อที่เหมาว่าชาวบ้านที่อยู่กับป่าเป็นผู้ทำลายป่า ที่ขาดหายไปในสื่อคือการอธิบายถึงความซับซ้อนของปัญหาไฟป่าและทางแก้

นโยบายจัดการไฟต้องไม่เน้นไปที่การเผาไร่ของคนในที่สูงอย่างเดียว ต้องแยกแยะโดยเข้าใจปัญหาเชิงเศรษฐกิจ สังคมของพื้นที่ด้วย กล่าวคือคนที่เผาหาของป่าโดยมากจะเป็นคนจนสุดในหมู่บ้านที่ไม่มีที่ดินทำกิน นโยบายมุ่งจับผิดชาวเขาและจับดะของราชการทำให้เกิดการเผาอย่างไม่รับผิดชอบ คือเผาเพื่อหาของป่าแล้วหนี ทำให้แม้แต่ชาวบ้านด้วยกันที่อยากช่วยป้องกันไฟก็ไม่รู้จะจับมือใครดม การทำให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุดและไม่ยั่งยืน