โลกร้อน
กทม.เตรียมจัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง ลดโลกร้อน
โลกร้อนเป็นเหตุ “น้ำท่วมใหญ่” ในรอบศตวรรษเกิดถี่ทุก 3-20 ปี
ฤดูหนาวที่หนาวขึ้นเกิดจากฤดูร้อนที่ร้อนขึ้น
รู้สึกกันบ้างหรือไม่ว่าช่วงให้หลังมานี้ ฤดูหนาวชักจะหนาวกว่าปกติ ในหลายๆ ที่ทั่วโลกก็มีข่าวหิมะตกปกคลุมหนาแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ไหนพวกนักวิทยาศาสตร์บอกว่าเรากำลังประสบกับภาวะโลกร้อนไม่ใช่หรือ?
ทีมนักวิจัยจาก Atmospheric and Environmental Research (AER), the University of Massachusetts และ University of Alaska Fairbanks ในสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาพบว่าสาเหตุที่ฤดูหนาวหนาวขึ้นเป็นเพราะฤดูร้อนร้อนขึ้นนั่นเอง!
อุณหภูมิที่สูงขึ้นในฤดูร้อนของทวีปอาร์คติก (เดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม) จนถึงฤดูใบไม้ร่วงทำให้น้ำแข็งในทะเลละลายอย่างรวดเร็ว การละลายของน้ำแข็งส่งผลให้อากาศมีความชื้นมากขึ้นและตกลงมาเป็นหิมะ การขยายตัวของพื้นที่หิมะนี้เองที่ทำให้วัฏจักรการไหลเวียนของกระแสลมในอาร์คติกที่เรียกว่า Arctic Oscillation เปลี่ยนแปลงไป คือแทนที่จะไหลเวียนสลับกับไปมาตามเดิม Arctic Oscillation กลับอยู่ในสภาวะ "negative phase" นานขึ้น
negative phase ของ Arctic Oscillation คือสภาพที่มวลความกดอากาศสูงปกคลุมพื้นที่อาร์คติก ลมหนาวจึงถูกผลักลงมายังแถบละติจูดล่างๆ อากาศในฤดูหนาวของทวีปอเมริกาเหนือและยูเรเซียจึงมีอุณหภูมิลดต่ำลง
นักวิจัยคาดการณ์ต่อไปว่าเมื่ออุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ไอน้ำที่ควบแน่นเหนืออาร์คติกจะตกลงมาเป็นฝนแทนหิมะ ถึงตอนนั้นปรากฏการณ์นี้ก็จะหยุดลง ฤดูหนาวจะเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ส่วนฤดูร้อนก็ร้อนตับแตกต่อไป
งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Environmental Research Letters DOI: 10.1088/1748-9326/7/1/014007
ที่มา - Science Daily
ภาวะโลกร้อนทำให้นกอัลบาทรอสบินได้เร็วขึ้น
ภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกอาจทำให้ชีวิตของสัตว์และพืชหลายชนิดลำบากขึ้น แต่ไม่ใช่สำหรับนกอัลบาทรอส (Diomedea exulans) เพราะอุณหภูมิทะเลที่สูงขึ้นทำให้มันบินได้เร็วขึ้นและจับปลามาเลี้ยงลูกได้ดีขึ้น
ทีมนักวิจัยจาก National Centre for Scientific Research (CNRS-CEBC) ของฝรั่งเศส และ Helmholtz-Centre for Environmental Research (UFZ) ของเยอรมนี ได้นำข้อมูลการหาอาหารและสืบพันธุ์ของนกอัลบาทรอสที่สะสมไว้ยาวนานถึงกว่า 20 และ 40 ปี มาวิเคราะห์ ผลปรากฏว่านกอัลบาทรอสใช้เวลาในการบินออกหาอาหารน้อยลง จากที่ใช้เวลาประมาณ 12.4 วันต่อหนึ่งเที่ยวในปี 1970 ลดลงเหลือแค่ 9.7 วันในปี 2008
เมื่อเทียบกับข้อมูลที่ได้จากการติดเครื่องส่งสัญญาณบนตัวนก ระยะทางการหาอาหารของนกไม่ได้เพิ่มหรือลดลงมากนัก คืออยู่ที่ประมาณ 3,500 กม. เหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนเส้นทางไปบ้าง นกอัลบาทรอสมุ่งลงไปหาอาหารแถวขั้วโลกใต้ซึ่งมีลมแรงมากขึ้น นั่นแปลได้ว่านกอัลบาทรอสบินได้เร็วขึ้น และสาเหตุที่นกบินได้เร็วขึ้นก็เนื่องมาจากอุณหภูมิของมหาสมุทรซีกโลกใต้ที่เพิ่มขึ้น เป็นประโยชน์ให้นกอัลบาทรอสได้อาศัยลมที่แรงขึ้นในการพยุงตัวร่อนไปตามลม
การที่นกบินได้เร็วกว่าเดิม ทำให้แม่นกกลับมาป้อนอาหารให้ลูกนกได้ถี่ขึ้น เป็นการเพิ่มจำนวนประชากรนกอย่างอ้อมๆ ในปี 1970 มีลูกนกเพียง 66% เท่านั้นที่ฟักเป็นตัว นอกนั้นตายตั้งแต่ยังไม่ได้ออกจากไข่ แต่ในปี 2008 มีลูกนก 77% รอดออกมาดูโลกได้
ไม่ใช่แค่ลูกนกจะรอดเพิ่มขึ้นเท่านั้น นกอัลบาทรอสตัวเต็มวัยก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 10-12% ด้วย (ประมาณ 1 กิโลกรัม) คาดว่าคงเป็นการปรับตัวเพื่อให้บินในสภาวะลมแรงได้ดีขึ้น
เมื่อกางปีกออกจนสุด นกอัลบาทรอสเป็นนกทะเลที่มีวงปีกกว้างที่สุดในโลก ปัจจุบันคาดว่ามีประชากรนกที่สืบพันธุ์ได้ประมาณ 8,000 คู่ ประชากรนกอัลบาทรอสมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา สาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการประมงที่ไปแย่งอาหารของนกอัลบาทรอส (ปลาและหมึกทะเล)
แม้นี่จะเป็นข่าวที่ค่อนข้างดี แต่นักวิทยาศาสตร์ก็กังวลว่าข่าวดีนี้จะอยู่กับนกอัลบาทรอสไม่นาน ในระยะยาวภาวะโลกร้อนจะทำให้กระแสลมเปลี่ยนทิศทางไปอีก นกอัลบาทรอสจะต้องบินในระยะทางที่ไกลขึ้นเพื่อให้ได้อาหารเท่าเดิม (หรือมากกว่าเดิมตามน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น)
งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science DOI: 10.1126/science.1210270
ที่มา - ScienceNOW, PhysOrg, Discovery News
"Criegee Intermediate" พระเอกตัวใหม่ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน?
ในปี 1949 นักเคมีชาวเยอรมัน Rudolf Criegee ได้เสนอว่าเมื่อโอโซนทำปฏิกิริยากับสารไฮโดรคาร์บอนจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า "Criegee Intermediate" ขึ้นในกระบวนการ หากไฮโดรคาร์บอนตัวนั้นเป็นพวก alkene โมเลกุลของ Criegee Intermediate ที่เกิดขึ้นก็จะเป็น biradicals ซึ่งหมายความว่ามันมีช่องอนุมูลในการทำปฏิกิริยากับสารอื่นๆ ถึงสองช่อง นักวิทยาศาสตร์สงสัยมานานแล้วว่าบนชั้นบรรยากาศที่มีทั้งโอโซนและไฮโดรคาร์บอน มันจะมี Criegee Intermediate เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน และจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง แต่การศึกษา Criegee Intermediate ในสภาวะก๊าซเป็นเรื่องยากเพราะ Criegee Intermediate สลายตัวเร็วเกินกว่าจะตรวจอะไรกับมันได้
ทีมวิจัยจาก Sandia National Laboratories ในรัฐแคลิฟอร์เนีย กับ University of Manchester และ University of Bristol ของสหราชอาณาจักร เป็นทีมวิจัยแรกที่สามารถสังเกตพฤติกรรมของ Criegee Intermediate ในสภาวะก๊าซได้ และผลที่ออกมาก็น่าสนใจกว่าที่นักเคมีหลายคนหวังไว้เสียด้วย
พวกเขาสร้างโมเลกุล formaldehyde oxide (CH2OO) ซึ่งเป็น Criegee biradical ที่มีขนาดเล็กที่สุดขึ้นมาโดยการฉายแสงเลเซอร์เข้มข้นไปยังโมเลกุลของ diiodomethane (CH2I) เพื่อให้พันธะเคมีแตกออก แล้วก็ทำปฏิกิริยา O2 การเตรียมวิธีนี้ทำให้พวกเขาสามารถวัดปริมาณ formaldehyde oxide ที่เกิดขึ้นและปฏิกิริยาของพวกมันได้
พวกเขาสังเกตต่อไปว่า formaldehyde oxide มีความสามารถในการทำปฏิกิริยากับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้รวดเร็วกว่าที่คาดคิดไว้มาก และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปฎิริยาก็อยู่ในสภาพที่เรียกว่า aerosol (อนุภาคของเหลวหรือของแข็งที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ) เช่น เมื่อ formaldehyde oxide ทำปฏิกิริยากับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ก็จะเกิด aerosol ของกรดซัลฟูริก
คนธรรมดาฟังแล้วคงผ่านๆ ไป (ด้วยสีหน้างงๆ เหมือนผม) แถมชื่อกรดซัลฟูริกที่เกิดขึ้นก็ฟังดูค่อนข้างน่ากลัวมากกว่าน่าสนใจ นอกจากนักเคมี ใครอยากดมกรดซัลฟูริกเล่น
แต่อย่าลืมว่านักเคมีคาดกันว่า Criegee biradical พวกนี้จะเกิดขึ้นในบรรยากาศชั้นโอโซน และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ก็เป็นก๊าซเรือนกระจกตัวร้ายที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (สาเหตุของสิ่งที่เราเรียกกันว่า "ภาวะโลกร้อน") การค้นพบว่ามีสารตัวหนึ่งสามารถทำปฏิกิริยากับก๊าซเรือนกระจกได้อย่างรวดเร็วจึงเป็นข่าวดีต่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน แถมผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นก็ยังเป็น aerosol อีกต่างหาก นักวิทยาศาสตร์รู้มานานแล้วว่า aerosol ส่วนใหญ่เป็นตัวช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์กลับไปสู่อวกาศ เป็นตัวช่วยลดอุณหภูมิโลก ตัวอย่างเช่น ในปี 1991 ตอนที่ภูเขาไฟปินาตุโบระเบิดพ่น aerosol ของกรดซัลฟูริกปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิของโลกลดลง 0.5 องศาเซลเซียสติดต่อกันถึงสองปี
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ไม่บ้ากล้าพอที่จะวางแผนเอา Criegee biradical ไปโปรยบนชั้นบรรยากาศ การมี aerosol ในชั้นบรรยากาศมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สนใจกับผลงานวิจัยนี้คือ การแสดงให้เห็นว่าโลกของเรามีกลไกในการรักษาสมดุลที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว ขอเพียงเราพยายามรักษากลไกนี้ให้ดี อย่าไปทำมันพัง
งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science DOI: 10.1126/science.1213229
ที่มา - Reuters via Scientific American, Live Science
ไม่อยากให้โลกร้อนต้องใช้ไฟฟ้า?สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนยื่นฟ้องศาลปกครองค้านยกเลิกค่าไฟฟรี
นายศรีสุวรรณ์ จรรยานายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้เดินทางไปยังศาลปกครองเพื่อยื่นขออความคุ้มครองชั่วคราวให้รัฐบาลคงนโยบายค่าไฟฟรี 50 หน่วยแรกต่อไป
โดยตามมติครม. ที่จะมีผลวันที่ 16 มกราคมนี้ จะส่งผลให้ค่าไฟฟรีนั้นลดลงเหลือ 20 หน่วย และยกเลิกรถไฟและรถเมลฟรี
ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในประเทศไทยผลิตจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติซึ่งล้วนปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศอันเป็นที่มาของภาวะโลกร้อน (ตกลงสมาคมนี้คือรณรงค์สร้างโลกให้ร้อนขึ้น?)
ที่มา - ไทยรัฐ
สมาคมภาวะโลกร้อน บุกศาลปกครอง ร้องคุ้มครองใช้ไฟฟรี
หวั่นโลกร้อนทำอาหารขาด-ราคาพุ่ง พาณิชย์เตรียมรับมือ
[COP17/CMP7] ปิดฉากการประชุมโลกร้อนที่ Durban: นานาชาติร่วมใจคุยกันใหม่ปี 2020
หลังจากที่ต้องเลื่อนยืดระยะเวลาการเจรจาเพิ่มอีก 1 วัน 1 คืน เช้าของวันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2011 การประชุม COP17/CMP7 ณ เมือง Durban ประเทศแอฟริกาใต้ ก็ได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการด้วยข้อตกลงผู้แทนจากนานาประเทศให้ความเห็นชอบ
สรุปผลลัพธ์รูปธรรมอย่างเดียวของการประชุมที่กินเวลายาวนานเกือบ 2 สัปดาห์เต็มในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือ สหภาพยุโรปยินดีลงนามในข้อผูกมัด Kyoto Protocol ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2020 ส่วนประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็มีบ้างที่ตัดสินใจร่วมลงนามต่อ แต่ก็ไม่มากนัก
ผลลัพธ์ที่ได้มาอย่างหืดขึ้นคอนี้มีข้อแม้ว่า กลุ่มประเทศ BASIC (จีน, อินเดีย, แอฟริกาใต้, บราซิล) และประเทศ "กำลังพัฒนา" สำคัญๆ จะต้องยอมรับข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฏหมายที่จะประกาศใช้ในปี 2020 ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าข้อตกลงนั้นมีหรือจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
และเพื่อให้การร่างข้อตกลงเป็นไปได้อย่างราบรื่น ภายในปี 2015 จะมีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมารับผิดชอบ (Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action)
Chris Huhne แห่งสหราชอาณาจักรพูดอย่างภูมิอกภูมิใจว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นประเทศเศรษฐกิจสำคัญๆ ยอมตกลงกระทำการตามที่วงการวิทยาศาสตร์เรียกร้อง"
(เอ่อ ท่านครับ นักวิทยาศาสตร์คนไหนเรียกร้องให้ท่านรอไปจนถึงปี 2020 ครับ)
อย่างน้อยที่ก็นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของการประชุม COP17/CMP7 หรือที่เรียกกันเล่นๆ ว่า "การประชุมโลกร้อน ครั้งที่ 17" แม้ว่าปี 2020 จะดูสายเกินไปในสายตาของหลายคนก็ตาม
Achim Steiner ผู้อำนวยการของ UN Environment Programme เดินทางออกจาก Durban ก่อนที่การประชุมจะสิ้นสุดลง และกล่าวด้วยความผิดหวังว่า "หากจะควบคุมไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เราควรจะต้องเป็นการลดลงของอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2020 แล้ว แต่นี่ดูเหมือนว่าเราจะไม่มีข้อตกลงอะไรเลยด้วยซ้ำจนกว่าจะถึงปี 2020"
นักวิเคราะห์ของ Climate Analytics ในเยอรมนี ชี้ว่า จากแบบจำลองล่าสุด ในปี 2100 โลกเราจะต้องเจอกับการเพิ่มของอุณหภูมิถึง 3 องศาเซลเซียสเป็นอย่างต่ำ
("สูงขึ้น 2 องศาเซลเซียส" ที่ UNEP ตั้งความหวังในตอนต้น นี่คือระดับเตรียมรับมือภัยพิบัติแล้วนะครับ ถ้าสูงขึ้นเกิน 3 องศาเซลเซียส ก็ต้องไปคิดกันเอาเองแล้วแหละ หรือจะไปถามเด็กชายปลาบู่ปลาช่อนที่ไหนก็ได้)
ส่วนตัวแม่อย่างสหรัฐอเมริกา ดูเหมือนจะหายหน้าจากโต๊ะเจรจาที่ Durban ไปเลย เท่ากับว่าตอนนี้มาตรการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนระดับนานาชาติที่สหรัฐอเมริกาลงนามก็มีเพียง Copenhagen Accord และ Cancun Agreement ซึ่งไม่มีผลผูกพันหรือการบังคับทางกฏหมาย เป็นความสมัครใจตามคำสัญญาล้วนๆ นอกจากสหรัฐฯ แล้ว จีนและบราซิลก็ได้ลงนามใน Copenhagen Accord และ Cancun Agreement ด้วยเช่นกัน
ที่มา - New Scientist, Climate Action Tracker, The Telegraph
ภาวะโลกร้อนทำให้คนเลื่อนเวลาเที่ยวให้เร็วขึ้น
เป็นที่รู้กันดีในทางวิทยาศาสตร์ว่า ภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) หรือที่เรียกกันติดตลาดว่า "ภาวะโลกร้อน" (Global warming) ส่งผลต่อวัฏจักรชีวิตของสัตว์และพืช แต่งานวิจัยของ University of North Carolina แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิส่งผลให้รูปแบบเวลาการท่องเที่ยวของคนเปลี่ยนแปลงไปด้วย
งานวิจัยใช้ข้อมูลการท่องเที่ยวจากอุทยานแห่งชาติในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งมาวิเคราะห์ ผลพบว่าอุณหภูมิในฤดูใบไม้ผลิที่อุทยานแห่งชาติ 9 แห่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับอุณหภูมิเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว (ค.ศ. 1979) ในกลุ่มอุทยานเหล่านี้ มี 7 แห่งที่ช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุดได้เลื่อนขึ้นมาปรากฏเร็วกว่าเดิม เช่น อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน เลื่อนจากวันที่ 4 กรกฏาคม ในปี 1979 มาเป็นวันที่ 24 มิถุนายน ในปี 2008 (บังเอิญดีนะครับ เลื่อนจากวันชาติสหรัฐฯ มาเป็นวันชาติ (เดิม) ของไทยเลย) หรือ อุทยานแห่งชาติ Mesa Verde เลื่อนจากวันที่ 10 กรกฏาคม ในปี 1979 มาเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม ในปี 2008 เป็นต้น
ในขณะที่สำหรับกรณีของอุทยานแห่งชาติที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ มีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ปรากฏการเลื่อนของช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุด
Lauren Buckley นักวิจัยเจ้าของผลงาน ให้ข้อสังเกตว่า แม้ทุกวันนี้สาธารณชนจะยังถกเถียงประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือของภาวะโลกร้อน แต่ก็ดูเหมือนว่าเราได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราตามผลกระทบจากภาวะโลกร้อนแล้ว
ข้อคิดอีกอย่างคือ งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อชีวิตคนส่วนมากมักจะแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวรับมือต่อผลกระทบในลักษณะที่เป็นภัยพิบัติรุนแรง ขณะที่เรากลับมองข้ามไปว่าแท้ที่จริงเราเองก็ค่อยๆ ปรับตัวตอบสนองต่อผลกระทบสะสมที่เพิ่มขึ้นๆ ทุกวันด้วย แม้จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
ที่มา - PhysOrg
'สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน'ยันไม่เห็นด้วย หากรัฐเร่งปิด ศปภ.
[COP17/CMP7] กาตาร์ได้รับเลือกเป็นประเทศเจ้าภาพการประชุมโลกร้อนปี 2012
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2011 UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าการประชุมโลกร้อนปีหน้า หรือ COP18/CMP8 จะจัดขึ้นที่ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน ถึง 7 ธันวาคม 2012
UNFCCC ให้เหตุผลว่ากาตาร์เป็นประเทศที่แสดงความกระตือรือร้นอย่างมากในการประชุมที่ Durban ซึ่งกำลังจัดอยู่ในขณะนี้ และช่วงหลังกาตาร์ก็มีโครงการรณรงค์สนับสนุน "พลังงานสีเขียว" อย่างกระฉับกระเฉง
อย่างไรก็ดี กาตาร์เป็นประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ต่อหัวสูงสุดในโลก โดยเฉลี่ยชาวกาตาร์หนึ่งคนปล่อยก๊าซ CO2 ปีละ 50 กว่าตัน มากกว่าชาวสหรัฐอเมริกาถึงสามเท่า มากกว่าชาวจีนถึงสิบเท่า (เพียงแต่กาตาร์เป็นประเทศเล็กๆ มีประชากรไม่มาก ดังนั้นหากคิดรวมทั้งประเทศ จีนจึงเป็นที่หนึ่ง) หลายคนจึงตั้งข้อสงสัยว่ากาตาร์สมควรได้รับหน้าที่นี้หรือ?
เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้กาตาร์ปล่อยก๊าซ CO2 ได้มากมายขนาดนี้ เพราะประเทศกาตาร์เป็นผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอันดับต้นๆ ของโลก แถมประชาชนในประเทศกาตาร์ยังมีไฟฟ้าและน้ำประปาให้ใช้กันได้ฟรีๆ อย่างไม่อั้น แหล่งพลังงานไฟฟ้าหลักของประเทศก็มาจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ และน้ำจืดที่ใช้ในการบริโภคก็ต้องใช้พลังงานสกัดน้ำจืดออกจากน้ำทะเลเนื่องจากกาตาร์เป็นประเทศทะเลทราย
แม้จะร่ำรวยมหาศาลจากการค้าน้ำมัน กาตาร์ (และประเทศผู้ค้าน้ำมันในตะวันออกกลาง) ก็ไม่ถูกจัดว่าเป็น "ประเทศพัฒนาแล้ว" ดังนั้นข้อกำหนดที่จำกัดการปล่อย CO2 ใน Kyoto Protocol จึงไม่มีผลบังคับใช้ต่อกาตาร์
เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่กาตาร์หน่อยๆ ประเทศเจ้าภาพในการประชุมปีนี้อย่างประเทศแอฟริกาใต้ก็มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 คิดเป็นถึง 40% ของปริมาณการปล่อย CO2 ในทวีปแอฟริกา และการที่ได้กาตาร์เป็นประเทศเจ้าภาพอาจจะช่วยชักจูงให้ประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ๆ ยอมตกลงรับข้อกำหนดจำกัดปริมาณการปล่อย CO2 ก็ได้
ส่วนการประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อเตรียมการจะจัดขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ก่อนหน้าการประชุมที่กาตาร์ประมาณหนึ่งสัปดาห์
ที่มา - New Scientist, ประกาศ UNFCCC
ป.ล. ชื่อเต็มๆ ของการประชุม COP18/CMP8 คือ "the 18th Conference of Parties to the UNFCCC, plus the 8th session of the Conference of the Parties serving as the meeting of the Parties to the Kyoto Protocol"
จะเห็นว่ามันยาวมาก ผมเลยเรียกการประชุมโลกร้อนด้วยชื่อย่อตลอด
[COP17/CMP7] ชัดเจน! แคนาดายืนยันไม่ต่อ Kyoto Protocol
วันแรกยังไม่จบ การประชุมโลกร้อนครั้งที่ 17 ณ Durban ประเทศแอฟริกาใต้ ก็เริ่มจะมีปัญหาแล้ว เมื่อ Peter Kent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของแคนาดาประกาศที่กรุงออตตาวา ว่าตัวแทนของแคนาดาจะไม่ยอมลงนามต่อระยะเวลาผูกพันใน Kyoto Protocol แน่
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่แปลกใจกับท่าทีของแคนาดาเท่าไร เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันของแคนาดาที่นำโดย Stephen Harper แห่งพรรคคอนเซอร์เวทีฟเน้นนโยบายเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสหรัฐอเมริกามากกว่าที่จะหันมาใส่ในข้อบังคับ Kyoto Protocol
ตามตัวหนังสือที่แคนาดาลงนามไว้ ภายในปี 2012 แคนาดาจะต้องลดการปล่อยก๊าซ CO2 ให้ได้ 6% จากระดับของปี 1990 แต่ความจริงที่ปรากฎในปี 2011 ปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 เพิ่มขึ้นจากระดับของปี 1990 เกือบหนึ่งในสาม
แค่ไม่ยอมลงนามต่อ ก็สร้างความตกใจได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ CTV สื่อในประเทศแคนาดายังรายงานข่าวเพิ่มเติมอีกว่ารัฐบาลแคนาดาจะประกาศถอนตัวจาก Kyoto Protocol ในเดือนหน้า (ถึงจะไม่ถอนตัว Kyoto Protocol ก็จะหมดอายุบังคับใช้ภายในปี 2012 อยู่แล้ว)
เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป็นอย่างมาก ในสายตาชาติที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก มันยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าชาติมหาอำนาจไม่คิดจะรับผิดชอบอะไรกับการกระทำของตัวเองเลย ประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ แสดงความกังวลว่าพวกเขาอาจต้อง "สิ้นแผ่นดิน" (คำว่า "สิ้นแผ่นดิน" ตรงนี้หมายความตรงตามตัวอักษรเลยนะครับ ไม่เหมือนคำพูดปลุกระดมของพวกคลั่งชาติบ้านเรา)
ประเทศที่โดนลูกหลงรับคำด่าจากสาธารณชนไปพร้อมแคนาดา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และ อังกฤษ ประเทศแรกนี่รับไปเต็มๆ ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านของแคนาดาที่มีประวัติของพฤติกรรม "ปากว่าตาขยิบ" ต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเยอะแยะเต็มไปหมด เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาในการประชุม Major Economies Forum (MEF) สหรัฐอเมริกาก็แสดงจุดยืนว่าขอเก็บเรื่องปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไปพูดกันหลังปี 2015 (บราซิลกับอินเดียก็เห็นดีเห็นงามไปกับสหรัฐอเมริกาด้วย)
ส่วนประเทศอังกฤษนี่โดนเพราะข่าวที่หลุดออกมาเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วว่า อังกฤษแอบร่วมมือกับแคนาดาอย่างลับๆ เพื่อกดดันให้สหภาพยุโรปอ่อนข้อเรื่องการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่สกัดจากทรายน้ำมัน (tar sands) เรื่องคร่าวๆ คือ สหภาพยุโรปมีข้อเสนอให้จัดประเภทน้ำมันจากทรายน้ำมันอยู่ในกลุ่มเชื้อเพลิงที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงกว่าน้ำมันจากการขุดเจาะ จุดประสงค์เพื่อจำกัดการนำเข้า ซึ่งประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย แต่คนในรัฐบาลอังกฤษกลับไปตกลงกับแคนาดาซึ่งเป็นประเทศที่มีทรัพยากรทรายน้ำมันมหาศาลว่าจะช่วยล็อบบี้ไม่ให้ร่างข้อเสนอนี้ผ่านมติ (เรื่องนี้มีตัวละครเกี่ยวข้องหลายคนทั้งภาคการเมืองและภาคธุรกิจ เช่น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ, BP, Shell เป็นต้น อ่านเรื่องราวข่าวคาวๆ ได้จาก The Guardian)
ที่มา - BBC News
[COP17/CMP7] การประชุมโลกร้อนครั้ง 17 เริ่มขึ้นแล้ว
การประชุม COP17/CMP7 หรือที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "การประชุมโลกร้อนครั้งที่ 17" ของสหประชาชาติได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ เมือง Durban ประเทศแอฟริกาใต้
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 9 ธันวาคม 2011 มีตัวแทนประเทศจาก 194 ประเทศเข้าร่วม
ประเด็นสำคัญของการประชุมรอบนี้เน้นไปที่การตัดสินใจของประเทศพัฒนาแล้วว่าจะยอมลงชื่อต่อระยะเวลา Kyoto Protocol หรือไม่ ตอนนี้ทุกชาติก็ยึกยักต่อรองกันอยู่ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็แบะเงื่อนไขว่าจะยอมลงชื่อหากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างจีน, บราซิล, อินเดีย, แอฟริกาใต้ ดำเนินมาตรการในการลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีเป้าหมายให้เห็นเป็นรูปธรรม จีนเองซึ่งตอนนี้กลายเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากสุดในโลกไปแล้วก็เร่งเร้าให้ประเทศพัฒนาแล้วรีบๆ ลงนาม
ที่น่าแปลกคือประเทศกำลังพัฒนาเกือบทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกามีท่าทีกระตือรือร้นกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกหรือภาวะโลกร้อนมาก มากกว่าประเทศพัฒนาแล้วด้วยซ้ำ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ขาดต้นทุนทางเศรษฐกิจในการรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ฯลฯ ซึ่งทุกวันนี้ก็โดนกันอ่วมเกือบทุกประเทศทั่วโลก
คนที่ติดตามข่าวคงทราบกันดีว่าการประชุมสองครั้งก่อนหน้านี้ที่ Copenhagen และ Cancun จบลงด้วยการคว้าน้ำเหลว ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันออกมาเลย แรงกดดันจากสาธารณะจึงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะตัว Kyoto Protocol ก็จะหมดอายุในปี 2012 แล้ว การประชุมครั้งที่ 17 นี้ถูกคาดหวังไว้มากเห็นได้จากกระแสการเรียกร้องและการเดินขบวนที่มีให้เห็นตั้งแต่ในวันแรกของการเปิดประชุมเลยทีเดียว
แต่แค่พิธีเปิดก็เริ่มส่อเค้าลางที่ไม่ค่อยดีเสียแล้ว ประธานาธิบดี Jacob Zuma ของแอฟริกาใต้ประเทศเจ้าภาพกล่าวเปิดประชุมสายไปถึง 40 นาที สร้างความไม่พอใจให้กับตัวแทนของหลายประเทศ
อย่างไรก็ดี การประชุมยังไม่จบ ความหวังยังมี รอบนี้อาจจะมีผลสัมฤทธิ์พลิกโลกเกิดขึ้นก็ได้ Christiana Figueres จาก UN climate ยกคำพูดของ เนลสัน แมนเดลลา รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของแอฟริกาใต้ ขึ้นมาปลุกกำลังใจว่า "ทุกอย่างจะดูเหมือนว่าเป็นไปไม่ได้เสมอจนกระทั่งเราทำมันสำเร็จ"
"It always seems impossible until it is done."
ที่มา - The Guardian, The Telegraph, AP via PhysOrg