Our Choice ของ "อัล กอร์" ปฏิบัติการกู้โลกร้อน

Our Choice ของ "อัล กอร์" ปฏิบัติการกู้โลกร้อน

โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com

 

หลังจากหนังสือ "โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" หรือ "อินคอนวีเนียน ทรูธ" ของ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาเมื่อราวสามปีก่อน พร้อมไปกับการรณรงค์อย่างมีประสิทธิผล ปลุกกระแสความตื่นตัวไปทั่วโลก แม้แต่ลูกเด็กเล็กแดงที่อย่างน้อยก็ยังรู้จักคำว่า "โลกร้อน" ในที่สุด กอร์ก็เดินหน้าไปอีกขั้นด้วยหนังสือเล่มใหม่ที่หากเป็นไปตามแผนน่าจะเปิดตัวเดือนพฤศจิกายนนี้ในฉบับภาษาอังกฤษ

"Our Choice" หรือ "ปฏิบัติการกู้โลกร้อน" คือหนังสือเล่มนั้น ที่กอร์ตั้งใจให้เป็นพิมพ์เขียวสำหรับการแก้ไขปัญหาวิกฤตสภาพอากาศที่ทั้งโลกกำลังผจญอยู่ และเวลานี้ต่างก็ยอมรับกันว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ไม่แก้ไม่ได้ ในกรณีที่ไม่แก้หรือแก้ช้าเกินไป ผลกระทบจะเกิดขึ้นก่อนกับกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา สำหรับประเทศไทยนั้นผมก็จัดไว้กลุ่มประเทศด้อยพัฒนากับเขาด้วยเหมือนกัน และจะเกิดกับคนยากคนจนที่มีโอกาสหรือทางเลือกน้อยกว่าก่อนด้วย

กอร์เขียนขึ้นต้นไว้ในบทนำของหนังสือเล่มใหม่ว่า...เกือบ 20 ปีก่อน นักเขียนนวนิยายชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ เคิร์ต วอนเนกัต บันทึกไว้ว่า "หากถามว่ามีอะไรเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกาในวัยเด็กที่ข้าพเจ้าโหยหา นอกเหนือจากวัยเยาว์ที่ผ่านพ้น สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าโหยหาอย่างยิ่งจนแทบทนไม่ไหว นั่นคือเมื่อก่อนข้าพเจ้าไม่ต้องรับรู้เลยว่า อีกไม่ช้ามนุษย์จะทำให้ดาวเคราะห์โลกสีเขียวอมน้ำเงินและชุ่มชื้นนี้กลายเป็นสถานที่ซึ่งมนุษย์อาศัยอยู่ไม่ได้อีกต่อไป"

วอนเนกัตเขียนต่อด้วยเทคนิคเฉพาะตัว ผสมผสานระหว่างความเหนือจริง ตลกร้ายและการเยาะเย้ยถากถางว่า "หากมนุษย์จากจานบิน หรือเทวดานางฟ้า หรืออะไรก็ตามมาที่นี่ในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า และพบว่ามนุษย์สูญพันธุ์ไปแล้วไม่ต่างจากไดโนเสาร์ ข้อความดีๆ ที่มนุษยชาติควรฝากไว้ให้พวกเขาคืออะไรกัน อาจสลักไว้ด้วยตัวหนังสือใหญ่ยักษ์บนกำแพงแกรนด์แคนยอน"

ข้อความที่เขาแนะนำว่าอารยธรรมของเราควรฝากไว้คือ

"เราอาจช่วยตัวเองได้ แต่ขี้เกียจเกินกว่าจะพยายามจริงจัง...แถมเรายังขี้เหนียวเกินไปด้วย"

ที่จริงวิกฤตสภาพอากาศเวลานี้ก็ส่งผลแล้วกับประเทศด้อยพัฒนาหลายประเทศ ที่นำไปสู่ความอดอยากขาดแคลน ความวุ่นวายทางการเมือง และแม้กระทั่งสงครามที่มีความเกี่ยวเนื่องกันมาเป็นทอด

หัวใจสำคัญที่จะแก้วิกฤตสภาพอากาศได้ สุดท้ายขมวดลงมาอยู่ที่โลกทั้งโลกจะต้องลดการพึ่งพิงเชื้อเพลิงฟอสซิลลง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ถ่านหิน หรือก๊าซ แล้วหันไปหาพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ มาทดแทน

สาเหตุใหญ่ที่สุดของภาวะโลกร้อนจวบจนปัจจุบันมาจากคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเผาถ่านหินเพื่อให้ได้ความร้อนและกระแสไฟฟ้า การเผาไหม้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันเป็นฐาน (แก๊สโซลีน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบินเจ็ต) ที่ใช้ในการขนส่ง และจากการเผาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในกิจกรรมทางอุตสาหกรรม คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านี้ ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดในมลภาวะทางอากาศจึงเป็นตัวการใหญ่ของวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศ นี่เองเป็นเหตุให้การถกเถียงส่วนใหญ่ว่าจะแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศกันอย่างไรโน้มเอียงไปกับการให้ความสนใจต่อพลังงานที่ผลิตขึ้นในวิถีทางซึ่งไม่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่อันตรายในเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ การเผาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติไม่เพียงแต่เป็นแหล่งกำเนิด CO2 ใหญ่ที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งกำเนิดของมลภาวะโลกร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากที่สุดอย่างปราศจากสงสัยอีกด้วย สาเหตุรองลงมาคือการเปลี่ยนแปลงการใช้ผืนดิน เช่น การเกษตรสมัยใหม่แบบใช้สารเคมีเข้มข้น การขยายตัวของเมือง ที่นำไปสู่การทำลายล้างป่าไม้ทำลายสภาพดิน เป็นต้น

ปมของปัญหามีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างสลับซับซ้อน และแก้ไขไม่ได้โดยลำพังปัจเจกบุคคลหรือประเทศหนึ่งๆ เท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือในระดับโลก

ในหนังสือ "ปฏิบัติการกู้โลกร้อน" นำเสนอแผนปฏิบัติการในด้านต่างๆ ไว้อย่างค่อนข้างครบถ้วน ไม่เพียงแต่พลังงานหมุนเวียนที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ประเภทต่างๆ ตั้งแต่แสงอาทิตย์ ลมความร้อนใต้ภิภพ ฯลฯ แต่ยังลึกไปถึงปัญหาประชากรที่มีความเกี่ยวพันกับปัญหาวิกฤตสภาพอากาศ หรือปัญหาใหญ่ที่สุดคือการแก้ไขวิธีของคน

"หนทางแก้วิกฤตสภาพอากาศเพียงวิธีเดียวที่สำคัญและได้ผลคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและวิธีคิดของมนุษย์ขนานใหญ่"

ซึ่งเป็นเรื่องยากที่สุดสำหรับการแก้ไขปัญหาโลกาวินาศนี้เลยทีเดียว ทั้งในระดับปัจเจกและระดับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ

หน้า 6

 

No comments yet

ส่งความเห็น

HTML code not permitted

สมาชิก Login (กรุณาเลือกเติม)