"กรีนพีซ"แถลงการณ์นับถอยหลัง 70 วันก่อนถึง"โคเปนเฮเกน" เวลากู้วิกฤตโลกร้อนและของเด็กๆ กำลังหมดลง หลังจากสัปดาห์แห่งหายนะของประเด็นโลกร้อนในนิวยอร์กและพิสเบอร์ก เมื่อวันที่ 28 กันยายน ตัวแทนเด็กไทยจำนวน 5 คน ได้เรียกร้องถึงอนาคตของพวกเขาไปยังนายอีฟ เดอ บัวร์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ในการเริ่มต้นรอบการเจรจาเรื่องโลกร้อนล่าสุดในกรุงเทพมหานคร เด็ก ๆ ได้ส่งมอบกระปุกออมสินช้างที่มี “เงินสมทบคนละเล็กคนละน้อยเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน (small change for the climate)” หน้าอาคารสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน “เหลือการเจรจาเพียง 3 รอบ จากนี้จนถึงโคเปนเฮเกน เราอยากเห็นรัฐบาลต่างๆ ผลักดันให้การเจรจาที่กรุงเทพฯ มีความคืบหน้า ลงมือปฏิบัติการอย่างห้าวหาญเพื่อทำให้ถ้อยแถลงของผู้นำโลกที่ประกาศ ณ การประชุมสหประชาติที่นิวยอร์กในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นมีความชัดเจนในรายละเอียดมากขึ้น” ไคซา โคโซเนน ที่ปรึกษาทางนโนบาย กรีนพีซสากลกล่าว ประเทศจีนและอินเดียได้แสดงสัญญานว่าจะปฏิบัติการเพื่อลดการปล่อยก๊าซตามสัดส่วนที่เป็นธรรม ญี่ปุ่นเน้นย้ำเป้าหมายใหม่ของตนและสหภาพยุโรปได้เริ่มตื่นตัวกับข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐอเมริกามีเป้าหมายที่อ่อนแอมาก แต่ในขณะนี้เป้าหมายโดยรวมของโลกอุตสาหกรรมทั้งหมด ซึ่งแม้รวมข้อตกลงใหม่ของญี่ปุ่นเข้าด้วยแล้ว ยังคงเป็นการลดการปล่องก๊าซเรือนกระจกไปเพียงร้อยละ 10-17 ภายในปี 2563 จากปี 2533 เท่านั้น และยังขาดอีกร้อยละ 40 ในการที่จะคงอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา การประชุมจี 20 นั้นได้ล้มเหลวในการสรุปข้อตกลงให้มีการจัดสรรเงินทุน 140 พันล้านเหรียญสหรัฐทุกปีเพื่อการปรับตัวและต้านสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการยุติการทำลายป่า “เรามีเวลาเหลือเพียง 70 วันเท่านั้น ก่อนการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โคเปนเฮเกน เวลาใกล้จะหมดลงแล้ว ประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นกุญแจสำคัญต่อผลลัพธ์ที่ประสบผลสำเร็จในการปกป้องสภาพภูมิอากาศ ปกป้องโลกและประชาชน ผู้นำโลกจึงควรเข้าร่วมการประชุมที่โคเปนเฮเกนและร่วมเจรจาเพื่อให้เกิดข้อตกลงขึ้น” ไคซา กล่าวเสริม ****** นอกเหนือจากการยกบทบาทเด่นให้กับทีมเจรจาเกือบ 1500 คนที่เข้าร่วมเพื่อที่จะทำให้ร่างผลการเจรจาซึ่งปัจจุบันมี 190 หน้าลดจำนวนหน้าเหลือให้น้อยที่สุด ประเด็นสำคัญที่ได้รับการพูดถึงจากการกล่าวเปิดของผู้นำทั้ง 5 ยังให้ความสำคัญกับท่าทีของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจโลกจี 20 ที่พิทส์เบิร์กที่ระบุว่าจะลดการให้การสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่วนใหญ่มีท่าทียินดีที่กลุ่มจี 20 เห็นความสำคัญของวิกฤตโลกร้อน ในขณะที่กลุ่มสิ่งแวดล้อมและแนวร่วมภาคประชาสังคมต่างวิพากย์วิจารย์ว่าเป็นท่าทีที่ไม่มีนัยสำคัญพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องวิกฤตโลกร้อน เพราะไม่มีการกำหนดเป้าหมายและไม่มีการพูดถึงการเข้าร่วมจ่ายเงินผ่านกองทุนปรับตัวรับผลกระทบโลกร้อนเลย ********** เวทีเจรจาโลกร้อนกรุงเทพ 2552 เปิดฉากท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยรับปากจ่ายเงินเข้ากองทุนช่วยประเทศยากจนปรับตัวรับผลกระทบโลกร้อนได้เวลาเผชิญ “ความเป็นจริง” ของวิกฤตโลกร้อน ผู้นำของชาติเศรษฐกิจระดับโลกกลุ่ม G20 รวมถึงหน้าใหม่อย่างอินเดียและจีนแถลงระหว่างการประชุม 2 วันที่พิทท์เบิร์กเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า การดำเนินการยุติดังกล่าวจะเริ่มด้วยการลดการให้การสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลาชัดเจนสำหรับการยุติในทางปฏิบัติ “สังคมใหม่ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงจากการดำเนินการเพียงลดการสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ต้องพึ่งทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการหันไปใช้พลังงานสะอาดพร้อม ๆ กับการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย” ไดน่า เฟนเตสฟิน่า โฆษกโครงการรณรงค์ tcktcktck กล่าว เฟนเตสฟิน่า เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วใช้เวทีกรุงเทพฯ เป็นโอกาสแสดงความจริงใจและจริงจังต่อเป้าหมายที่ประกาศที่พิตส์เบิร์ก “การยุติมาตรการสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจทำให้ลดการบริโภคน้ำมันลง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ปัญหาและภัยคุกคามจากวิกฤตโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญกันอยู่หมดไปได้” องค์กรสมาชิกของ tcktcktck (ชื่อเชิงสัญลักษณ์ของโครงการรณรงค์นานาชาติเพื่อปฏิบัติการลดโลกร้อน หรือ Global Campaign for Climate Action) เรียกร้องการเจรจาให้มุ่งสู่การบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับได้ของทั้งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อีกทั้งต้องมีประสิทธิผลในการลดผลกระทบจากพิบัติภัยโลกร้อนต่อประชากรโลก ที่ผ่านมา ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะไม่ยอมตัดสินใจให้คำมั่นสัญญาต่อมาตรการสำคัญ ๆ ที่จะนำไปสู่การควบคุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่าผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนนั้นส่งผลรุนแรงต่อคนและธรรมชาติทั่วโลก “วันนี้การเจรจาโลกร้อนจัดขึ้นที่นี่ในภูมิภาคซึ่งมีความล่อแหลมสูงที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อน ถึงเวลาที่ผู้นำประเทศที่มีอำนาจตัดสินใจทั้งหลายต้องเผชิญกับโฉมหน้าที่แท้จริงของวิกฤตโลกร้อน” เฟนเตสฟิน่ากล่าว “งานศึกษามากมายยืนยันว่าเอเชียตะวันออกเป็นหนึ่งในภูมิภาคมีความล่อแหลมสูงสุดที่จะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยน้ำท่วมในพื้นที่ชายฝั่ง เรากำลังพูดถึงคนนับล้านที่ส่วนใหญ่ยากจนและอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่เขตทางน้ำผ่านทั้งหลาย” เฟนเตสฟิน่าชี้แจง “เป็นจังหวะเหมาะสมที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องแสดงการตัดสินใจลงมือสร้างสู่เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เวทีเจรจาครั้งนี้เพราะมันจัดขึ้นที่กรุงเทพ หนึ่งในมหานครที่เสี่ยงต่อผลกระทบวิกฤตโลกร้อนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นี่จะเป็นการตัดสินชะตากรรมต่อหน้าผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากภัยโลกร้อนที่สำคัญ” โฆษก tcktcktck กล่าว • นักวิทยาศาสตร์ได้เตือนว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกต้องไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสจึงจะทำให้การดำรงชีวิตบนโลกนี้ปลอดภัย แต่รัฐบาลกว่า 100 ชาติเสนอให้ใช้ 2 องศาเซลเซียสเป็นระดับเป้าหมายการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ว่าเมื่อถึงระดับนี้ผลกระทบร้ายแรงจะเกิดขึ้นกับประชากรกว่า 660 ล้านคนทั่วโลกและความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรธรรมชาติ • รายงาน Global Humanitarian Forum ระบุว่าวิกฤตโลกร้อนที่เป็นอยู่ระดับปัจจุบันสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโลกราว 125,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี โดยประมาณ 90% ของความเสียหายเกิดในประเทศกำลังพัฒนา • การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนแหล่งน้ำใต้ดิน ล่าสุดมีการค้นพบใหม่ว่าโลกร้อนทำให้น้ำทะเลอุ่นขึ้นส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เติบโตผิดปกติของสาหร่ายที่เป็นที่อยู่ของเชื้อโรคติดเชื้อ cholera และอื่น ๆ ในเขตมหาสมุทรรอบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ • อัตราการเกิดโรคไข้เลือดออกในสิงคโปร์ กรุงเทพและหลายเมืองในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และเพิ่มผิดปกติในช่วงเกิดฤดูฝนผิดปกติ สถาบัน Lowy ออสเตรเลียระบุว่าตั้งแต่ยุค 70 เป็นต้นมา โรคจากภาวะโลกร้อนทำให้คนเสียชีวิตกว่า 150,000 คนต่อปี และกว่าครึ่งเกิดในภูมิภาคเอเชีย • ล่าสุดสหภาพยุโรปซึ่งยอมรับพันธะกรณีที่จะลดก๊าซเรือนกระจกลง 20 % จากระดับที่ปล่อยในปี 2533 ภายในปี 2563 เสนอว่าจะเพิ่มเป้าการลดการปล่อยนี้เป็น 30% หากประเทศอื่นยอมเพิ่มเป้าหมายนี้ด้วย • ขณะที่ชาวนิวซีแลนด์เรียกร้องให้มีการลดการปล่อยลง 40% ภายในปี 2563 ตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ รัฐบาลกลับประกาศว่าจะลดการปล่อยเพียง 20% หากการเจรจาโคเปนเฮเกนบรรลุข้อตกลง และขู่จะปรับเป้าการลดเหลือเพียง 10% หากข้อเรียกร้องที่เสนอไม่ได้รับการตกลงในเวทีเจรจา • ออสเตรเลียตั้งเป้าจะลดการปล่อยลง 40% จากระดับปี 2533 ภายในปี 2563 แต่ส่วนใหญ่เป็นการลดนอกประเทศ ด้านรัฐบาลโอบาม่าประกาศจะทำให้ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอเมริกาเหลือเท่าระดับการปล่อยในปี 2533 ปัจจุบันสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านกฎหมายรองรับแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา • หนึ่งสัปดาห์ก่อนการประชุมกรุงเทพฯ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น นายยูกิโอะ ฮาโตยามาประกาศเพิ่มเป้าการลดการปล่อยจากเดิม 8% ของระดับปี 2533 เป็น 25% และยังเพิ่มการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาอีกด้วย นายกฮาโตยามายังกล่าวอีกว่าเขาจะใช้ทุกนโยบายที่มีเป็นเครื่องมือบรรลุเป้าหมาย ซึ่งอาจรวมถึงการประกาศนโยบายทำการค้าคาร์บอนภายในประเทศและนโยบายภาษีโลกร้อน ทั้งนี้ โครงการรณรงค์ Tcktcktck เป็นการรวมตัวของแนวร่วมกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มความเชื่อ สหภาพการค้าและปัจเจคบุคคลทั่วโลก ในช่วงเวลาสำคัญยิ่งก่อนการเจรจาโคเปนเฮเกน ด้วยเป้าหมายเพื่อพิทักษ์โลกจากภัยโลกร้อน ในขณะที่ผู้นำประเทศต่าง ๆ เตรียมตุกติกในการเจรจา tcktcktck จะรวบรวมเสียงของคนทั่วโลกไปเรียกร้องข้อตกลงที่เป็นธรรม ก้าวหน้า ตั้งบนพื้นฐานข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ พร้อมเตือนผู้นำเหล่านั้นว่าหมดเวลาหลบเลี่ยงแล้ว ได้เวลาเผชิญหน้ากับวิกฤตโลกร้อน
เด็กๆกลุ่มนี้เป็นตัวแทนผู้คนมากกว่า 1.4 ล้านคนซึ่งได้ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้กับแนวร่วม tcktcktck ระดับโลก(1) ในการได้มาซึ่งข้อตกลงที่เป็นธรรม สูงส่ง และมีผลบังคับทางกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมาอากาศที่โคเปนเฮเกน กิจกรรมดังกล่าวเป็นการส่งท้ายโครงการ “เดินกับช้าง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งกรีนพีซและช้างนักรณรงค์ทั้ง 5 เชือกได้เดินทางเป็นเวลา 15 วัน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการทำลายป่าไม้
“ข้อตกลงที่เป็นธรรม สูงส่งและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายนั้น เป็นผลลัพธ์ที่ควรเกิดขึ้นในการประชุมที่โคเปนเฮเกน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพายุไต้ฝุ่นกฤษณาได้พัดกระหน่ำเมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ยาวนานถึง 6 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายคนและมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 280,000 คน นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความเสี่ยงมากที่สุดและมีการเตรียมการรับมือน้อยที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” นายวอน เฮอร์นันเดซ ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว
“นักเจรจา”ทำท่าจะกลายเป็นพระเอกในเวทีเจรจาโลกร้อนกรุงเทพหลังจากที่บรรดาผู้นำและภาคการเมืองประสานเสียงบอกว่าฝ่ายการเมืองหมดหน้าที่ตั้งแต่ให้กรอบการเจรจาแล้ว 10 กว่าวันถัดจากนี้เป็นหน้าที่นักเจรจาที่จะทำตกลงความขัดแย้งรายประเด็นเพื่อทำให้ร่างผลเจรจาลดจำนวนหน้าเหลือน้อยที่สุด
ขณะที่นอกศูนย์ประชุม กลุ่มอนุรักษ์กรีนพีซพาเด็กไทย 5 คนยื่นกระปุกออมสินช้างให้หัวหน้าการเจรจา (โว เดอ บัวร์) เพื่อเป็นสัญญลักษณ์ส่งข้อเรียกร้องให้ที่ประชุมเร่งลงมือกู้วิกฤตโลกร้อนให้เป็นจริง โดยข้างกระปุกเขียนว่า “เงินสมทบคนละเล็กคนละน้อยเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน (small change for the climate)” (แถลงการณ์ฉบับเต็มตอนท้าย) สอดคล้องกับกลุ่มประชาสังคมโลก Global Campaign for Climate Action (GCCA) ที่เรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยตัดสินใจรับปากจ่ายเงินช่วยประเทศยากจนผ่านกองทุนเพื่อการปรับตัวรับผลกระทบโลกร้อนโดยด่วน (แถลงการณ์ฉบับเต็มตอนท้าย)
นอกจากการตอกย้ำว่าถึงเวลาลงมือแล้ว ผ่านข้อความเช่น Time is running out เนื้อหาที่ส่งออกมาจากการกล่าวเปิดการเจรจาโลกร้อนกรุงเทพวันนี้ คือ บทบาทสำคัญของการประชุมครั้งนี้จะอยู่ที่ระดับเจ้าหน้าที่เจรจาที่จะยกประเด็น ถกเถียง หาข้อสรุปและข้อตกลงในรายละเอียดของแต่ละประเด็นหลัก (คือ การลดก๊าซ การปรับตัวกับผลกระทบ การให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี) ภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ โลกร้อน และภาคการเมืองจะกลับมามีบทบาทอีกครั้งหลังจากที่ร่างเจรจาเหล่านี้เสร็จและนำเสนอเข้าที่โคเปนเฮเกน
“ฟังดูเหมือนกับว่า ภาคการเมืองจะปล่อยให้นักเจรจาเป็นพระเอกไปจนจบเวทีโลกร้อนกรุงเทพ ต่อเนื่องไปถึงบาร์เซโลน่าและค่อยกลับมาดูอีกทีตอนโคเปนเฮเกนเพื่อตัดสินใจ” ผู้แทน)ประเทศชาติเอเชียคนหนึ่งให้ความเห็น
พิธีเปิดการประชุมโลกร้อนกรุงเทพ เริ่มราว 10.00 น โดยเปิดด้วยนายโว เดอ บัวร์ Yvo de Boer เลขาธิการการประชุม(executive secretariate UNFCCC) ตามด้วยผู้แทน UNESCAP ฐานะเจ้าภาพและสถานที่ ต่อด้วยผู้แทนจากบาร์เซโลน่า (ซึ่งจะเป็นเวทีเจรจาสุดท้ายก่อนโคเปนเฮเกน) รมว. สุวิทย์ คุณกิตติ และนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ เวชชาชีวะ
หลังจากการกล่าวเปิดของผู้นำทั้ง 5 เป็นการประชุมรวมเพื่อตกลงระหว่างผู้แทนภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าจะใช้วิธีการเจรจาอย่างไรนับแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยแบ่งเป็นกระบวนการเจรจาระหว่างสองส่วนคือ พิธีสารเกียวโต (KP) และส่วนที่เป็นข้อตกลงระยะยาว (LCA) โดยส่วนLCA ได้แบ่งออกเป็นห้องย่อยเพื่อตกลงเฉพาะตามประเด็นเจรจา 4 ประเด็น คือการลดก๊าซ (Mitigation)การปรับตัวกับผลกระทบ (Adaptation) การให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน (Finance) และการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
หลังจากตกลงเรื่องวิธีการเจรจาเสร็จ ที่ประชุมตกลงที่จะให้ผู้แทนแต่ละประเทศกล่าวแสดงท่าทีต่อแต่ละหัวข้อ (4 หัวข้อในแต่ละห้อง) ว่าให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นพิเศษในหัวข้อนั้น ๆ เพื่อที่จะได้นำไปบรรจุในการเจรจาจากนี้เป็นต้นไป แต่เนื่องจากการตกลงเรื่องวิธีการเจรจาในช่วงบ่ายยืดเยื้อทำให้การกล่าวแสดงท่าทีต่อประเด็นของแต่ละประเทศเริ่มต้นในช่วงเย็นมาก และคาดว่าจะดำเนินต่อในวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันที่สองของการเจรจา
การเจรจาว่าด้วยโลกร้อนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเวทีเจรจาโลกร้อนเพียงเวทีเดียวในปีนี้ที่จัดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา เปิดฉากขึ้นแล้ว วันที่ 28 ก.ย. 2552 ที่กรุงเทพท่ามกลางเสียงเรียกร้องกึกก้องให้ประเทศพัฒนาแล้วรับปากให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อเร่งให้ประเทศกำลังพัฒนาก้าวสู่สังคมใหม่ที่ “ปล่อยคาร์บอนต่ำ”เร็วขึ้น
จากการที่ผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจรายใหญ่ของโลก G20 ประกาศเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าจะยุติการให้การสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันฟอสซิลในฐานะมาตรการส่วนหนึ่งที่จะต่อสู้กับวิกฤตโลกร้อน tcktcktck
ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์ร่วมเพื่อลดโลกร้อนของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนนานาชาติตอบโต้ว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะทำให้เป้าหมายลดโลกร้อนสู่ระดับปลอดภัยแก่มนุษยชาติสำเร็จได้ หากปราศจากการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา
• สำหรับประเทศเศรษฐกิจสำคัญของโลกที่เกิดใหม่อย่าง จีน อินเดีย บราซิล เม็กซิโกและอัฟริกาใต้ ยังไม่มีการประกาศเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีการประกาศมาตรการลดก๊าซฯ
• อินเดียและจีน ต้องการให้ประเทศพัฒนาแล้วตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซที่ 40% ของระดับปี 2533 ภายในปี 2563 จากระดับปัจจุบัน ล่าสุดประธานาธิบดีจีนหู จิ่น เทา ประกาศว่าจีนพร้อมแล้วที่จะเริ่มลดการปล่อยก๊าซลงสู่ “ระดับเป้าหมายที่มีนัยสำคัญ” ระดับหนึ่ง โดยการลดดังกล่าวจะอ้างอิงเทียบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขแก่ประชาคมโลก

