"นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล" เปิดแผนพัฒนาพลังงานทดแทน พันธกิจ15ปีเพิ่มการใช้3เท่าตัว
สัมภาษณ์พิเศษ โดย ทีมเศรษฐกิจ มติชน
ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์ราคาน้ำมันน่าจะเริ่มกลับมาปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะความต้องการการบริโภคน้ำมัน พลังงานทดแทนกลายเป็นทางเลือกสำคัญ "มติชน" ได้สัมภาษณ์ "นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี รวมทั้งแนวทางในการพัฒนาพลังงานทดแทนอื่นๆ และแนวทางการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางด้านพลังงานทดแทน 
ที่มาของแผนพลังงานทดแทน 15 ปี
จากความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มมากขึ้น และปริมาณสำรองน้ำมันดิบและถ่านหินที่คาดว่าจะหมดสิ้นไปในเวลา 30-40 ปี ดังนั้นทุกฝ่ายต้องเตรียมรับมือ ซึ่งทางออกคือ 1) ต้องพัฒนาพลังงานทดแทนขึ้นมาใช้ ยุทธศาสตร์พลังงานต้องมีทั้งพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ผนวกกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและต้องมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable) รวมถึงต้องให้ความรู้กับประชาชน ให้ตระหนักถึงปัญหา กระทรวงพลังงานในฐานะหน่วยงานที่ดูแลภาพรวมพลังงานของประเทศจึงผลักดันให้เกิดแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี (ปี 2551-2565) ที่จะทำให้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานที่ยั่งยืนในอนาคต โดยแผนนี้มุ่งหวังให้มีการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ร้อยละ 6.4 เป็นร้อยละ 20 ภายในปี 2565 ซึ่งพลังงานทดแทนแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือพลังงานไฟฟ้า และพลังงานที่เป็นเชื้อเพลิง ในส่วนของพลังงานไฟฟ้าแบ่งเป็นการผลิตจากเชื้อเพลิงธรรมชาติ คือ จากพลังงานลม พลังงานจากน้ำ และจากพลังงานแสงอาทิตย์ และที่ผลิตจากพลังงานความร้อน เช่น กลุ่มชีวมวล
ส่วนที่เป็นพลังงานเชื้อเพลิง จะเป็นการใช้เอทานอล นำมาผสมกับน้ำมันเบนซินเพื่อเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ การใช้ไบโอดีเซล นำมาผสมกับน้ำมันดีเซล นับเป็นการช่วยเหลือภาคเกษตรกร ให้สามารถขายผลิตผลได้ในราคาที่เป็นธรรม มีรายได้ที่มั่นคง ถือเป็นการช่วยเสริมเศรษฐกิจ และที่สำคัญช่วยสังคมโลก เนื่องจากเป็นพลังงานที่สะอาด ทำให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง ช่วยลดภาวะโลกร้อน และการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ในภาคขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถสาธารณะ, รถบรรทุก, รถโดยสาร, รถทัวร์, รถโดยสารประจำทาง และรถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ สำหรับก๊าซธรรมชาตินั้นสามารถผลิตได้ในประเทศกว่าร้อยละ 70 เป็นพลังงานที่มีราคาถูก เป็นพลังงานสะอาด
ช่วงต้นของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนมีการดำเนินการอย่างไร
ช่วงแรกจะมีการส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีที่มีการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ ทั้งน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันไบโอดีเซล นอกจากนี้คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ยกตัวอย่างในโรงงานอุตสาหกรรม ฟาร์มสุกรที่มีน้ำเสีย จะนำน้ำมาผ่านกระบวนการทางเคมี ทำให้เป็นก๊าซชีวภาพ เพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าขายเข้าระบบ เฉพาะแค่ฟาร์มสุกรวันนี้ที่มีอยู่ทั่วประเทศ 1,900 แห่ง ขณะนี้ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้แล้วกว่า 249 โรง และยังมีกว่า 800 ฟาร์มที่ยื่นความต้องการอีก และยังมีโรงฆ่าสัตว์ กว่า 80 แห่ง รวมถึงโรงงานอาหารแปรรูป ก็ตื่นตัวที่จะนำน้ำเสียมาผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อมาผลิตกระแสไฟฟ้า
ในกลุ่มที่ผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล ถือว่าเป็นการผลิตพลังงานแบบครบวงจรมาก อย่างเช่นที่จังหวัดกระบี่มีอยู่หลายโรงที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจากปาล์มทลาย เมื่อดูดีมานน์การใช้ไฟฟ้าทั้งจังหวัดกระบี่อยู่ที่ 60 เมกะวัตต์ แต่ผลิตได้เองถึง 30 เมกะวัตต์ และมีศักยภาพจะผลิตได้ถึง 120 เมกะวัตต์ เราอยากที่จะส่งเสริมจังหวัดกระบี่เป็นต้นแบบที่ดี
แนวทางในการส่งเสริม?
สำหรับผู้ลงทุนเกี่ยวกับพลังงานทดแทน จะมีการให้การส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีการยกเว้นภาษีอากรน้ำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ ยกเว้นภาษีนิติบุคคล หลักๆ ล่าสุดยังได้กำหนดส่วนเพิ่มราคาค่าไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า Adder cost จากการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ ตามสัดส่วนที่แตกต่างกัน ตามแต่ต้นทุนของการผลิต เช่น การให้ส่วนเพิ่มสำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ 8 บาท/หน่วย รวมทั้งจะให้มีการต่อยอดจนถึงขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจนถึงขณะนี้มีโครงการของไทย 2 โครงการที่สามารถขายคาร์บอนเครดิตได้แล้ว และยังมีอีก 86 โครงการที่มีศักยภาพรอการพิจารณาอยู่ เพราะขั้นตอนค่อนข้างมาก ผู้ประกอบการต้องเขียนโครงการหรือที่เรียกว่า PDD (Project Design Document) เมื่อเขียนเสร็จแล้วองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเป็นผู้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ต่างๆ หลังจากนั้นจะมีการตรวจสอบ เพื่อส่งต่อไปที่ CDM EB หรือบอร์ดของโครงการพัฒนากลไกพัฒนาที่สะอาดเพื่อพิจารณาว่าสามารถดำเนินการได้สอดคล้องตามเงื่อนไข ก่อนจะเข้าระบบขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะมีองค์กรที่รับจ้างประเมินโครงการมาตรวจสอบถึงโครงการของเราว่า ถูกต้องหรือไม่
แต่ตอนนี้มีแนวคิดที่จะพัฒนาคนไทยให้สามารถเป็นผู้ประเมินโครงการได้ เพราะขั้นตอนช้ามากและหน่วยงาน บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านนี้ยังมีน้อย ยังมีอีกกว่า 86 โครงการที่ยังค้างอยู่ เราเห็นประโยชน์เพราะแค่ 2 โครงการที่ขายคาร์บอนเครดิตแล้วนั้นได้ถึง 800,000 ตัน/ปี จึงต้องหารือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกให้มีการพัฒนาคนไทยขึ้นมารับประเมินได้หรือไม่
ช่วงระยะกลาง-ยาวของแผนพัฒนามีการดำเนินการอย่างไร
กระทรวงพลังงานจะส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนา ขณะนี้กำลังวิจัยเพื่อผลิตเอทานอลจากสาหร่าย หรือทดลองจากเศษไม้ เซลลูโลส ซึ่งหากได้ผลชัดเจนแล้วยังจะพัฒนาในเชิงพาณิชย์ต่อไป เราจะเน้นไม่ให้พลังงานไปส่งผลกระทบถึงภาคอาหาร ถึงตอนนี้เรายังยืนยันว่า ภาคพลังงานไม่ได้ไปแย่งวัตถุดิบมาจากภาคอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตที่เตรียมจะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านพลังงานทดแทน เราก็ต้องเตรียมวัตถุดิบให้มีความเพียงพอ ไม่เพียงแต่พัฒนาพืชอาหารมาเป็นพืชพลังงานเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาพืชพลังงานที่ไม่ใช่อาหารขึ้นมาอีกด้วย เราไม่ต้องการให้เสียสมดุลในอนาคตและต้องยั่งยืนด้วย
เป้าหมายที่วางไว้จะไปถึงหรือไม่
ผมมั่นใจว่าการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มร้อยละ 20 ได้ อย่างเช่นที่เราตั้งเป้าหมายไว้คร่าวๆ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานธรรมชาติที่ 5,000 เมกะวัตต์ แต่วันนี้ผลิตได้ 1,700 เมกะวัตต์ มีโครงการยื่นเข้ามาใหม่ 6,000 เมกะวัตต์ และเพื่อสร้างความสะดวกให้เข้ามาลงทุน กระทรวงพลังงานร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการจัดทำแผนที่ลม แผนที่แสงอาทิตย์ ว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพให้เห็นชัดเจนก่อนไปลงทุนด้วย นอกจากนี้ในส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนที่มีศักยภาพสามารถติดตั้งกังหันลมได้นั้น กำลังหารือเพื่อลดข้อจำกัดต่างๆ ให้สามารถเข้าไปทำได้
การใช้เอ็นจีวีในภาคขนส่ง เดิมมีการใช้อยู่ที่ 2,000 ตัน/วัน วันนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3,800 ตัน/วันแล้ว รถที่ใช้เอ็นจีวี ตอนนี้มีอยู่ 120,000 คัน ทั่วประเทศ ส่วนการขยายสถานีบริการทั้งใน กทม. ต่างจังหวัด มีแผนสิ้นปีทั่วประเทศจะมีรวม 400 แห่ง ยิ่งมี "ซุปเปอร์ สเตชั่น" หรือที่เรียกว่า ปั๊มเอ็นจีวีขนาดใหญ่ มีหัวจ่าย 44 หัวจ่ายที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก รองลงมามีหัวจ่าย 40 หัวจ่าย มีรวม 5 แห่งแล้วในวันนี้ ซึ่งแค่ 1 แห่ง เท่ากับปั๊มธรรมดาหลายปั๊มหรือ 4-5 ปั๊ม นอกจากนี้จะกระจายการบริการโดยผ่านท่อก๊าซธรรมชาติไปยังภาคเหนือ และภาคอีสานมากขึ้นเพื่อความสะดวก
นอกจากนี้ แผนพัฒนานี้ยังเน้นให้ประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง มีการออกหลักเกณฑ์ในการออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน นับแต่นี้อาคารขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป หากจะสร้างใหม่นอกจากจะต้องทำตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ต้องออกแบบให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานด้วย ส่วนอาคารควบคุมที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 1 เมกะวัตต์ขึ้นไป เราถือว่าเข้าข่ายอาคารควบคุม จะต้องมีการจัดทำแผนการบริหารจัดการพลังงาน พูดง่ายๆ เป็นไอเอสโอด้านพลังงาน คือระบบบริหารจัดการคุณภาพ และให้กระทรวงพลังงานเข้าไปตรวจสอบ หากว่าเราเห็นว่าระบบการใช้พลังงานยังไม่ดีพอ เราจะให้คำแนะนำปรับแก้
รวมทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆ หากว่าประหยัดพลังงานในกลุ่มนี้ได้จะช่วยได้มาก เราใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงาน มาตั้งเป็นกองทุนหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานให้กู้ในดอกเบี้ยต่ำ โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ อัตราดอกเบี้ยไม่เกินที่ร้อยละ 4 เขาก็กู้ไปลงทุน ขณะนี้ปล่อยกู้ไปแล้ว 12,000 ล้านบาท มีผลประหยัดพลังงานอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งธนาคารเห็นปล่อยกู้แบบนี้ค่อนข้างดี ก็นำเงินในแบงก์ออกมาปล่อยกู้ โดยที่ไม่ต้องเป็นภาระของกองทุนเพื่ออนุรักษ์พลังงานฯ แต่ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กระทรวงพลังงานกำหนดเอง ตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 ถึงปัจจุบัน ธนาคารปล่อยกู้ในโครงการดังกล่าวไปแล้ว 65,000 ล้านบาท มีมูลค่าในการประหยัดพลังงาน 21,000 ล้านบาท/ปี
และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ลงนามกับผู้ประกอบการ 13 ราย ที่ผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ทั้งทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ให้สามารถประหยัดพลังงานได้ตามมาตรฐานและจะได้ฉลากประหยัดไฟ และสำหรับระบบสแตนด์บาย พาวเวอร์ อย่างเช่น ทีวี หากเสียบปลั๊กทั้งไว้เดิมกินไฟอยู่ที่ 5 วัตต์ จากนี้ทีวีที่ผลิตใหม่จะกินไฟเพียง 1 วัตต์ ซึ่งประหยัดได้ถึง 80% และสิ่งสำคัญของแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี ที่จะขาดไม่ได้เลย คือ การให้ความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงการใช้พลังงานอย่างถูกต้องไปสู่ประชาชนด้วย

