โลกร้อน...และความเข้าใจผิดๆ

Post Today


รายงานโดย :เรื่อง : อนุสรา ทองอุไร / สุรีย์รัตน์ พิทักษ์:
วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
กระแสการรณรงค์เรื่องโลกร้อนกำลังได้รับความสนใจจากหลายๆ ฝ่าย รวมทั้งประชาชนชาวไทยอย่างน่ายินดี

 

แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีคนอีกหลายคนที่เกิดความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้การช่วยลดภาวะโลกร้อนที่ทุกคนกำลังช่วยกันแก้ไขและเยียวยาอยู่นั้นเดินไปในทางที่ผิด

วันนี้เราจึงมีหลากหลายข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโลกร้อนจากกูรูผู้รู้ รวมทั้งคำแนะนำง่ายๆ ในการช่วยเยียวยาโลกมาฝากกัน

ผลพวงจากการกระทำในอดีต

รศ.ดร.เสรี ศุภัทราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นหนึ่งในทีมผู้ศึกษาเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยได้รับทุนวิจัยจากเวิลด์แบงก์ กล่าวในเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน ว่า เวลาที่รัฐบาลรณรงค์เรื่องโลกร้อนก็มักจะพูดถึงเรื่องการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก จะทำให้ผลกระทบของโลกร้อนนั้นลดน้อยลงไป

แต่ในความเป็นความจริงแล้วไม่ใช่แค่นั้น เพราะการที่โลกร้อนขึ้นทุกวันนี้เป็นผลพวงมาจากการกระทำเมื่อ 500-1,000 ปีที่แล้วต่างหาก ทว่าเพิ่งจะมาปรากฏผลตอนนี้

โลกร้อนต้องแก้ไข และรับมือให้ถูก

การที่รัฐบาลขอให้ประชาชนพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้น้อยลง ผลิตสินค้าที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์โลกร้อนนั้น อาจารย์เสรี บอกว่า ในความจริงนั้นเลยช่วงเวลาที่จะป้องกันแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ได้ต้องอยู่ในขั้นตอนของการแก้ไขและรับมืออย่างถูกต้องมากกว่า ด้วยการให้ความรู้และรณรงค์ให้ประชาชนรับรู้ในเรื่องการปรับตัวอย่างไรให้อยู่ในสภาวะที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไม่เดือดร้อนมากเกินไป

“อย่างกรณีที่น้ำทะเลหนุนจนกัดเซาะพื้นที่นับสิบกิโลเมตร จนชาวบ้านไม่มีที่จะถอยต่อไปนั้น ชาวบ้านเขาสู้โดยลำพังไม่ไหว แต่รัฐก็ไม่ได้เข้าไปดูแลเท่าที่ควรว่าจะมีคันดินหรือแนวกั้นเขื่อนเพื่อหยุดการกัดเซาะ มันป้องกันไม่ได้แล้ว แต่เราจะแก้ไขอย่างไรได้บ้างไม่ให้กินพื้นที่มากจนน้ำเซาะมาถึงใจกลางเมืองได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และถ้าน้ำท่วมจริง บางคนไม่มีที่จะอพยพไปที่อื่น เราจะให้เขาปรับตัวและอยู่กับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้อย่างไร”

อาจารย์แนะนำต่อไปว่า ต่อไปนี้หากประชาชนจะซื้อบ้านก็ต้องซื้อบ้านที่ยกพื้นสูง หรือถมดินปรับพื้นที่ให้สูงขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่จะเกิดตามมาได้ หรือเลือกซื้อบ้านที่ห่างไกลโซนที่คาดว่าน้ำจะท่วมถึง กรณีการป้องกันเรื่องแผ่นดินไหวก็ต้องหาเทคโนโลยีการสร้างบ้านที่รองรับแค่คอนกรีตเสริมเหล็กแบบเดิมคงไม่พอ ต้องเน้นโครงสร้างแบบเบา ต้องสอนให้คนรับมืออย่างถูกต้อง

เนื่องจากรัฐบาลเองเวลาวางแผนโครงการขนาดใหญ่ไม่เคยได้มองยาวไปถึง 50 ปีข้างหน้า และตอนนี้จะไปคำนึงถึงเรื่องจีดีพีอย่างเดียวไม่ได้แล้ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต้องเปลี่ยนบทบาทที่ต้องฟังเสียงความต้องการของประชาชนให้มากขึ้นว่าใน 50-60 ปีข้างหน้า คนไทยจะอยู่กันอย่างไรกับสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนมากขึ้นทุกวัน โดยนำหลักการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาอธิบายให้เข้าใจอย่างถูกต้อง เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลกับชีวิตในทุกภาคส่วน

“การที่โลกร้อนขึ้น 1 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง 10% เราจะทำอย่างไรให้ผลผลิตมวลรวมทางการเกษตรเพิ่มขึ้น เกษตรกรไทยยังมีผลผลิตเพียง 400 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ในขณะที่อินเดียเขายังพัฒนาไปถึง 600 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปีมาหลายปีแล้ว ไม่นับประเทศที่เจริญแล้วที่เขาได้ถึง 1,000 กิโลกรัม กันไปนานแล้ว นี่เป็นเพราะรัฐไม่ให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชนในการรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เริ่มแปรปรวนมากขึ้น”

โลกร้อนหาใช่แค่หิมะขั้วโลกละลาย       

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัย ได้กล่าวถึงภาวะโลกร้อนว่า นับเป็นเรื่องน่าดีใจที่คนเริ่มหันมาสนใจประเด็นเรื่องโลกร้อนกันมากขึ้น แต่ก็มีความเข้าใจผิดๆ ในเรื่องโลกร้อนกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะการเข้าใจกันว่าสาเหตุโลกร้อนเพราะน้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือชั้นโอโซนมีปัญหาเท่านั้น แต่โลกร้อนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น โลกมีธาตุสนิม คือคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้โลกร้อน เพียงแค่คนเรานั่งพูดคุยกันเฉยๆ แล้วหายใจออกมาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกร้อนขึ้นได้ หรือการที่มีอนุมูลอิสระในร่างกายเกินไปก็ทำให้โลกร้อนได้เช่นกัน

“แต่ละลมหายใจที่ออกมาของคนทั้งโลก สามารถสร้างสนิมให้กับโลกได้ถึง 1 ล้านล้านโมเลกุล การสูบบุหรี่ของคนทั้งโลกก็สามารถทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น 1 เท่า”

คุณหมอกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ที่น่าห่วงขณะนี้คือเรื่องของการใช้ยามากเกินไป ผลิตยามากเกินไป ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดี และนี่ก็จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อนได้อย่างมาก ทั้งๆ ที่ในบางครั้งร่างกายยังไม่เป็นอะไรมาก ก็กินยาแก้แพ้ล่วงหน้าเข้าไปแล้ว ควรปล่อยให้ร่างกายได้เยียวยาตัวเอง (อัตตะบำบัด) เพราะร่างกายคนเราจะรักษาตัวเองได้ (กรณีที่ไม่ใช่โรคร้ายแรง) ทุกครั้งที่ร่างกายมีไข้นั่นแสดงว่าร่างกายกำลังปกป้องตัวเอง ด้วยการขับไล่ศัตรูสิ่งแปลกปลอมออกไปจากร่างกาย

“ในระดับที่อุณหภูมิร่างกายปกติที่ 36-37 องศาเซลเซียส นั่นเป็นอุณหภูมิที่เชื้อโรคและไวรัสในร่างกายกำลังสุขสบาย แต่เมื่อมันอยู่กันมากเกินไป ร่างกายจะเริ่มต่อสู้และขับไล่ด้วยการปรับความร้อนขึ้นไปสู่ที่อุณหภูมิที่ 39-40 องศาเซลเซียส เพื่อให้เชื้อโรคแพ้อยู่ไม่ได้ เป็นวิธีการจัดการของกลไกในร่างกาย ซึ่งควรปล่อยให้ร่างกายรักษาตัวเองสัก 2-3 วันก่อน ด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย หากเราด่วนกินยาจะทำให้ร่างกายเคยชินกับการรักษาด้วยยา และอาจจะดื้อยาในที่สุด และยิ่งกินยามากขึ้นก็ทำให้ต้องผลิตยามากขึ้น ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรและสารเคมีมาก ทำให้โลกร้อน และเมื่อร่างกายต้องใช้ยามากเกินไปก็จะเกิดอาการดื้อยาโดยไม่จำเป็น ทำให้โรคเดิม แต่ยาตัวเดิมรักษาไม่ได้ผล ต้องเพิ่มความแรงของยาและปริมาณยาที่มากขึ้น นี่ก็เป็นส่วนที่ทำให้โลกร้อนขึ้น” คุณหมอกล่าวทิ้งท้าย

หลากหลายความเข้าใจผิดเรื่องโลกร้อน

นอกจากความเข้าใจผิดเรื่องโลกร้อนที่ทั้ง รศ.ดร.เสรี และนพ.กฤษดา เล่าให้เราฟังแล้ว ในหนังสือเรื่อง “50 เรื่องต้องรู้อยู่กับโลกร้อน” ของสำนักพิมพ์สารคดี (โดย สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ) ก็มีส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่บอกถึงความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนเอาไว้หลายข้อด้วยกัน ซึ่งเราได้นำมารวบรวมเอาไว้ให้ได้อ่านกันบางส่วน เพราะข้อมูลเหล่านี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ และทำให้เราได้เข้าใจเรื่องโลกร้อนได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

- โลกร้อนก็แค่ทำให้อากาศร้อนขึ้น ทนๆ หน่อยก็อยู่ได้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว โลกร้อนไม่ได้ทำให้อากาศร้อนเท่านั้น เพราะมีการคาดการณ์กันว่าแต่ละองศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นนั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในธรรมชาติ

เพราะเพียงแค่ 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มมากขึ้น โลกก็จะพบกับภาวะขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม และพายุ ที่จะสร้างความเสียหายให้กับมนุษย์ได้บ่อยขึ้น

ถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียส ภายใน 20 ปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตกว่า 30% จะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ผลผลิตข้าวและธัญพืชจะลดลง

หรือถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น 3 องศาเซลเซียส ภายใน 30 ปีข้างหน้า ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยจะละลายหมด ผลผลิตอาหารทั่วโลกจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ปะการังจะตายทั่วโลก

และถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียส ภายใน 40 ปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตทั่วโลกจะสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ น้ำแข็งขั้วโลกจะละลายหมด และเมืองใหญ่ที่อยู่ติดชายฝั่ง รวมทั้งกรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้น้ำ

- น้ำแข็งขั้วโลกกำลังจะละลายหมด ทำให้น้ำท่วมโลก

เป็นเรื่องจริงที่น้ำแข็งขั้วโลกกำลังจะละลายลงอย่างรวดเร็ว แต่น้ำแข็งนี้เกิดจากการแข็งตัวของผิวน้ำทะเลเอง เมื่อน้ำแข็งละลายจึงแทบไม่มีผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เหตุการณ์ที่น้ำทะเลจะสูงขึ้นจนน้ำท่วมโลกใน 20-30 ปีข้างหน้า เพราะการละลายของน้ำแข็งทั่วโลกจึงเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่ในระยะยาวหลายร้อยปีหรือพันปี อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

- ช่วยกันปิดไฟ ใช้ถุงผ้า ขี่จักรยาน ปลูกต้นไม้ จะช่วยหยุดโลกร้อนได้

การรณรงค์เรื่องต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน แต่ถึงขณะนี้ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็หยุดโลกร้อนไม่ได้แล้ว เพราะทุกวันนี้ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมีความเข้มข้นสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในช่วงเวลา 6.5 แสนปี และยังจะทวีความเข้มข้นสูงขึ้นไปอีก และถึงจะหยุดโรงไฟฟ้าทุกแห่ง จอดทิ้งรถยนต์ทั่วโลก หยุดโรงงานทุกที่ โลกก็ยังจะร้อนต่อไป จนกว่าก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศจะค่อยๆ สลายตัวไป ซึ่งต้องใช้เวลาหลายร้อยปี

- ทำอย่างไรโลกก็ยังร้อน อยู่ต่อไปเหมือนเดิมดีกว่า เราคนเดียวจะช่วยอะไรได้

หนังสือเล่มนี้บอกว่าอย่าคิดว่าคุณคนเดียวไม่มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าคนในทุกประเทศทั่วโลกไม่ลงมือทำอะไรอย่างจริงจังเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ โอกาสที่อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส เมื่อสิ้นศตวรรษที่ 21 ก็จะเป็นจริง และผลกระทบที่ตามมานั้นก็จะรุนแรงมหาศาล

เพราะฉะนั้น คนรุ่นใหม่มีสองทางเลือกเท่านั้น คือ การบรรเทาภาวะโลกร้อนให้มีผลกระทบต่อโลกและมนุษย์ในอนาคตน้อยที่สุด หรือเลือกที่จะปล่อยให้โลกร้อนสุดขีด และให้มนุษย์รุ่นต่อไปเผชิญชะตากรรมที่เสี่ยงต่อความหายนะ

รู้แบบนี้แล้วคุณจะเลือกอะไรกันล่ะ?

No comments yet

ส่งความเห็น

HTML code not permitted

สมาชิก Login (กรุณาเลือกเติม)