ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้เรือแล่น วิดน้ำเข้าพื้นที่เกษตรกรรม หรือแม้กระทั่งผลิตกระแสไฟฟ้า หลักฐานแรกในโลกที่ค้นพบกังหันไม่ได้อยู่ที่เนเธอร์แลนด์ที่เป็นแดนกังหันลม ทว่า ได้รับการจดบันทึกเอาไว้โดยนักธรณีวิทยาชาวเปอร์เซียในศตวรรษที่ 9 ราวนิทานปรัมปรา เล่าถึงอัจฉริยภาพของกาหลิบอูมาร์ ผู้มีความประสงค์จะเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในปกครองให้ดีขึ้น จึงสั่งให้สร้างกังหันลมแนวดิ่ง 12 ใบพัดจากหญ้าแห้งขึ้นมาเพื่อที่จะวิดน้ำเข้าสู่ไร่ข้าวโพดของประชาชน อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่านี้ก็แตกต่างจากเวอร์ชันที่เล่ากันในยุโรป ศตวรรษที่ 9 เช่นเดียวกัน ว่ากังหันลมอันแรกในโลกเป็นความสร้างสรรค์ของชาวมุสลิมในสเปน ก่อนที่จะกลายเป็นที่นิยมไปทั่วยุโรป คราวนี้มีใบพัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ก็ยังเป็นกังหันลมแนวดิ่ง คือใบพัดจะอยู่ด้านบนเหมือนเฮลิคอปเตอร์ ส่วนใหญ่นำไปใช้ในการเกษตรเช่นเดียวกัน กังหันลมรุ่นแรกหน้าตาแบบเดียวกับในยุโรปนี้ มีใช้ในจีนศตวรรษที่ 13 เช่นเดียวกัน ในสมัยของเจงกิสข่าน ซึ่งน่าจะเป็นการได้แรงบันดาลใจมาจากการที่นักเดินทาง อย่าง เย่หลู จูไก ไปเห็นมาจากเติร์กเมนิสถานเมื่อปีค.ศ. 1219 มีการใช้กังหันลมอย่างแพร่หลายในเชิงพาณิชย์ครั้งแรกที่เกาะไซคลาดีสของประเทศกรีซ ราวศตวรรษที่ 11 โดยใช้ลำเลียงสินค้าทางการเกษตรและสินค้าอื่นๆ ครั้งละมากๆ ด้วยพลังงานกังหันลม สำหรับกังหันลมหน้าตาแบบที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ก็คือเป็นเสาหรืออาคารแท่งๆ แล้วมีกังหันติดไว้ข้างในข้างหนึ่งนั้น เรียกว่าเป็นกังหันที่หันหน้าให้ลมอย่างแท้จริง เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 12 ณ ดินแดนสามเหลี่ยมที่เชื่อมระหว่างฝรั่งเศส อังกฤษ และแฟลนเดอร์ส (เนเธอร์แลนด์ปัจจุบัน) นักประวัติศาสตร์ โจเซฟ นีดแฮม บันทึกไว้ว่า กังหันลมแบบที่หันหน้าเข้าหาลมอันแรกสร้างสรรค์โดยดีน เฮอร์เบิร์ต ชาวแองเกลียตะวันออก (ต่อมาคือชาวอังกฤษ) ซึ่งสร้างตามคำสั่งของเจ้าเมืองเซนต์เอดมันด์ กังหันลมอันแรกของชาวยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือใช้สำหรับทุ่นแรงในการบดธัญพืช ในขณะที่ชาวเนเธอร์แลนด์นำไปพัฒนาเป็นอาคารที่ติดกังหันลม (อย่างที่เห็นในภาพ) ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นประเทศที่มีพื้นดินต่ำกว่าน้ำทะเลเท่านั้น แต่ว่าการก่อสร้างให้มีความใหญ่โตแบบที่คนสามารถเข้าไปอยู่ได้สบายๆ ก็เพื่อให้ชาวเรือเห็นเด่นชัดว่ากำลังจะถึงแผ่นดินแล้วนั่นเอง จากจุดเริ่มของการสร้างกังหันลมขึ้นมาเพื่อช่วยพลิกฟื้นพัฒนาการเกษตร ทว่า พอกลายมาเป็นที่นิยมในยุโรป เครื่องกลที่ใช้พลังงานจากลมกลับกลายเป็นเครื่องทุ่นแรงในการช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากมาย จนกระทั่งคนอังกฤษหัวใสได้พัฒนาการเกษตรให้เป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อม กังหันลมไม่ได้เพียงแต่บดธัญพืชต่างๆ ได้จำนวนมาก แต่ยังสามารถใช้ในการขนส่งของใหญ่ๆ อย่าง ท่อนซุง รวมทั้งยังนำพลังงานที่ได้จากลมมาแปลงให้ใช้กับเครื่องยนต์ต่างๆ ในโรงผลิตได้ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ดีเซลในเวลาต่อมา หลังจากที่มีการใช้พลังงานจากฟอสซิล หรือน้ำมันไปจนกระทั่งอาจจะเหลือน้อยเต็มที รวมทั้งราคาที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน พลังงานลมที่ใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 จึงกลับมาเป็นทางเลือกใหม่อีกครั้ง โดยกังหันลมพัฒนาขึ้นมาให้ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้รูปร่างที่เปลี่ยนไปเป็นเสาสุดสลิมกับใบพัดซี่เล็กๆ แต่มีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่จะได้รับการติดตั้งครั้งละมากเพื่อทำงานร่วมกันอย่างได้ผล เห็นในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว มักมีการติดตั้งกังหันลมชนิดโมเดิร์นนี้เอาไว้ตามเชิงเขา หรือสถานที่ที่มีพลังงานลมสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า เคยถามใครสักคนที่บ้านเราว่า ลมก็แรงทำไมไม่ทำเช่นนั้นบ้าง คำตอบที่ได้ก็คือ กระแสลมบ้านเราไม่สม่ำเสมอก็เลยใช้พลังงานลมผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ได้ ไม่รู้จะเชื่อดีมั้ยนะ


