บรรยากาศร้อนๆ ในการเจรจาโลกร้อนจากคนวงใน

Posted by Dr. Surachai Sathitkunarat on 16 Dec 2009

ผมได้รับมอบหมายจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ร่วมคณะทำงานผู้แทนเจรจาประเทศไทยในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก โดยได้รับมอบหมายให้ร่วมเจรจาในประเด็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีกับประเทศอื่นๆ

ประเทศไทยเราอยู่ในกลุ่มประเทศ G77และจีน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดภายในองค์การสหประชาชาติถ้านับด้วยจำนวนสมาชิกของประเทศที่เข้าร่วม ปัจจุบันมีทั้งหมด 130 ประเทศ แต่ทั้งหมดเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา

การรวมกลุ่มกันมากๆ ดูเหมือนจะเป็นข้อดีเพราะทำให้มีพลังในการเจรจาต่อรอง แต่ในทางกลับกันก็มีข้อด้อยหากภายในกลุ่มมีความเห็นที่แตกต่างกัน

ในการเจรจาเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในช่วงเช้าการประชุมจะเริ่มจากหารือกันในกลุ่มประเทศ G77และจีน เพื่อหายุทธศาสตร์ในการเจรจาของช่วงเช้าวันนั้นๆ จากนั้นก็ไปเจรจากับกลุ่มประเทศอื่น ในช่วงบ่ายกลุ่มประเทศ G77และจีนก็จะนำประเด็นต่าง ๆ ที่ได้จากการเจรจาในช่วงเช้าปรับแนวทางการเจราจาและกลับไปเจรจากับกลุ่มประเทศอื่นต่อ เป็นเช่นนี้ทุกวัน

บรรยากาศการเจรจาเข้มข้นมาก เหมือนการอภิปรายยกร่างกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ไม่ถึงขั้นวิวาทกันเหมือนสภาในบางประเทศ ในการประชุมครั้งนี้ประเด็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีกลุ่มประเทศ G77และจีนได้มอบหมายให้ประเทศอินเดียพูดในนามกลุ่ม สำหรับกลุ่มอื่นที่สำคัญคือ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปที่พูดโดยประเทศสวีเดน

ที่ไม่ได้รวมเป็นกลุ่มประเทศอย่างชัดเจน แต่เสียงดังในที่ประชุมคือ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา และญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาแม้ว่าไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศ AnnexI แต่ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างมาก

การเจรจาจะอภิปรายทีละย่อหน้าไปเรื่อยๆ เริ่มต้นด้วยการอธิบายเพิ่มเติมของกลุ่มประเทศที่นำเสนอประเด็นนั้นๆ จากนั้นกลุ่มประเทศอื่นอาจจะสนับสนุนหรือโต้แย้งก็ได้ เมื่อมีประเด็นสำคัญๆ ที่จะต้องตัดสินใจ ประเทศที่ไม่มีการรวมกลุ่มกันมากก็ตัดสินใจได้เร็วและชัดเจน แตกต่างจากกลุ่มประเทศ G77และจีนที่บ่อยครั้งต้องขอพักการประชุมเพื่อหารือกันอย่างรีบร้อนที่มุมห้องประชุมนั้น บรรยากาศคล้ายๆ กับคนกลุ่มใหญ่รวมกลุ่มคุยกันแบบกระซิบกระซาบ แล้วเขาเจรจาเรื่องอะไรกัน

ชื่อการเจรจาดูเหมือนว่าน่าจะพูดเรื่องเทคโนโลยี แต่น้อยครั้งมากที่จะมีการพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีรายละเอียด ประเด็นที่เจรจากันจะเป็นประเด็นนโยบายของแนวทางในการจัดตั้งคณะกรรมการหรือหน่วยงานที่จะมาทำหน้าที่ดูแลการถ่ายทอดเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ รวมถึงหน้าที่ของคณะกรรมการหรือหน่วยงานนี้

กลุ่มประเทศG77และจีนต้องการให้คณะกรรมการหรือหน่วยงานนี้มีแนวทางในทางปฏิบัติที่ชัดเจนว่าจะช่วยเหลือกลุ่มประเทศตนเองอย่างไร เทคโนโลยีอะไร ใช้งบประมาณจากไหน จะลดอุปสรรคของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IPRs) อย่างไร เป็นต้น แตกต่างจากกลุ่มประเทศอื่นที่จะเน้นว่าคณะกรรมการหรือหน่วยงานจะต้องให้ความสำคัญของการวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมก่อนเรื่องอื่นๆ

โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นถึงขั้นร่วมกันเสนอว่าควรจัดตั้งศูนย์การถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับโลก (Global Center) ที่เชื่อมโยงกับศูนย์ระดับภูมิภาค โดยในศูนย์เหล่านี้จะมีคณะผู้เชี่ยวชาญจากหลายๆ ประเทศทั้งภาควิชาการ ภาครัฐและเอกชน

ประเทศ G77และจีนเปรียบเสมือนกลุ่มคนจนที่มีจำนวนมากมายแต่ละคนก็มีปัญหาต่างกัน แต่รวมกลุ่มกันไปขอความช่วยเหลือจากกลุ่มคนรวยที่มีไม่กี่คน คนจนต้องการความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมซึ่งในกรณีนี้คือ เงินที่จะมาซื้อเทคโนโลยีเพื่อป้องกันบ้านตนเองจากผลกระทบโลกร้อนและเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งปล่อยไปสู่บ้านคนรวยด้วย แต่คนรวยบอกว่าเงินมีจำกัดและที่ผ่านมาก็ได้ช่วยไปจำนวนมากแต่ก็ไม่ได้ผล จึงอยากจะกำหนดระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือ

ผมว่าไม่มีใครผิดหรอกครับ ที่ไหนๆ ก็เป็นแบบนี้

No comments yet

ส่งความเห็น

HTML code not permitted

สมาชิก Login (กรุณาเลือกเติม)