โลกจะไม่เย็นลงด้วย Climategate

Posted by Nantiya on 2 Dec 2009
5 Comments

นับเป็นเรื่องไม่ดีเอาเสียเลยที่เกิดการโจมตีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ซึ่งชี้ชัดว่าโลกกำลังร้อนขึ้นในช่วงเวลาที่การเจรจาครั้งสำคัญว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังจะเริ่มต้น ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็เป็นเพราะความผิดของพวกเรานั่นแหละ หากคุณยังไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ขออธิบายให้คุณได้ทราบว่าการโจมตีดังกล่าวถูกเรียกขานว่า "Climategate" โดยเหตุการณ์ฉาวโฉ่ครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีใครบางคนแอบเจาะระบบเซิร์ฟเวอร์ที่จัดเก็บอีเมล์ของสถาบันวิจัยสภาพภูมิอากาศในอังกฤษแล้วพบว่านักวิทยาศาสตร์แถวหน้าในแขนงสภาพภูมิอากาศหลายคนไม่ได้นำข้อมูลบางอย่างออกมาเผยแพร่เพราะข้อมูลเหล่านี้ดูเหมือนจะขัดแย้งต่อหลักฐานมากมายที่ชี้ว่ามนุษย์กำลังทำให้โลกร้อนขึ้น เมื่อมือดีแอบพบข้อมูลดังกล่าวจึงหยิบมาเผยแพร่เสียเองผ่านทางหน้าบล็อกตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง Thaiclimate สนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและผิดหวังเมื่อทราบว่านักวิทยาศาสตร์บางคนเลือกที่จะปิดบังข้อมูลบางอย่างต่อสาธารณชน กระนั้นก็ตาม เราตระหนักเหมือนอย่างที่ชุมชนชาวโลกวิทยาศาสตร์ตระหนักว่ากรณี Climategate จะมิได้ช่วยให้อุณหภูมิบนโลกใบนี้ลดลง

"กว่าคนจะยอมรับว่าโลกกลมตามที่โคลัมบัสสรุปก็ต้องใช้เวลานานโข ดังนั้น เราคงไม่ต้องประหลาดใจว่าคนที่ไม่เชื่อเรื่องภาวะโลกร้อนไม่ยอมเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเองง่าย ๆ" ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา หนึ่งในนักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศแถวหน้าของประเทศไทย กล่าว เขาอธิบายว่าหากเราจะลองมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วสังเกตสักหน่อยก็คงจะได้เห็นแล้วว่าฤดูฝนของประเทศไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว พายุฝนมีน้อยลงแต่มีความรุนแรงมากขึ้น แถมฤดูฝนก็มาช้าลงทุกปี ๆ และมีระยะเวลาสั้นลงกว่าเคยจนเกษตรกรต่างเดือดร้อนที่มีฤดูเพาะปลูกสั้นลงไปด้วย

นับตั้งแต่มีมนุษย์บนโลกใบนี้ ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเคยอยู่ที่ราว 275 ส่วนต่อล้านส่วนมาเป็นระยะเวลายาวนานจวบจนเมื่อ 200 ปีที่ผ่านมา ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มว่าจะเข้มข้นถึง 400 ส่วนต่อล้านส่วนภายในระยะเวลาอันใกล้หากผู้เข้าร่วมงานประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนฮาเกน ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่มีนัยสำคัญอย่างแท้จริงได้

ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ว่าอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศของโลกสูงขึ้นในช่วงที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมีเพิ่มมากขึ้น และหากเราไม่รีบยับยั้งทิศทางดังกล่าว โลกอาจจะต้องเผชิญมหันตภัยร้ายแรงโดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยจัดอยู่ในเขตที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบสูงสุดเขตหนึ่ง ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยจะได้ประโยชน์หากเรื่องราวฉาวโฉ่จากกรณี Climategate จะสิ้นสุดลงเสียที

ดร. เจน ลุบเชนโช หัวหน้าสำนักงานบริหารงานด้านชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติอเมริกา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพีเกี่ยวกับกรณี Climategate ไว้ว่า "อีเมล์ดังกล่าวไม่อาจลบล้างความเห็นทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นเอกฉันท์มั่นคงว่า...โลกกำลังร้อนขึ้นและกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ก็เป็นสาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์ดังกล่าว"

เธอยังบอกด้วยว่าอีเมล์ดังกล่าวมิได้โต้แย้งหรือกล่าวถึงหลักฐานภาวะโลกร้อนอันเด่นชัดซึ่งทั้งสำนักงานบริหารงานด้านชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติอเมริกา องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (องค์การนาซ่า) และสถาบันวิจัยชื่อดังอีกมากมายเก็บรวบรวมเอาไว้

อีเมล์ดังกล่าวเพียงแต่เต็มไปด้วยมุขตลกและการต่อล้อต่อเถียงซึ่งมักจะมีขึ้นเมื่อบรรดาสมาชิกของกลุ่มเล็ก ๆ ที่ใกล้ชิดกันมากคุยหรือถกประเด็นบางอย่างกันเป็นการภายในและเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว หากจะถามว่านักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ทำถูกหรือไม่ที่ปิดบังข้อมูลบางอย่างจากสาธารณชนและพูดถึงกลุ่มคนที่ไม่เชื่อเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อนแบบดูถูกเหยียดหยามเพียงเพราะคนเหล่านี้มักจะวิจารณ์งานด้านวิทยาศาสตร์ของตน ก็คงต้องตอบว่าพวกเขาอาจจะทำไม่ถูกนัก แต่อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องก้าวข้ามเหตุการณ์ Climategate ไปให้ได้และเริ่มเดินหน้าต่อ

เราไม่อาจปล่อยให้ผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประสานเสียงแสดงความคิดเห็นต่อจนเป็นอุปสรรคสำหรับการจัดทำข้อตกลงว่าด้วยการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก

หากต้องการทราบเพิ่มเติมว่าชุมชนวิทยาศาสตร์กว่าถึงกรณี Climategate ไว้อย่างไร กรุณาคลิ้กที่ Contrarians Using Hacked E-mails to Try to Fool Public on Climate Science (ผู้มีความเห็นต่างใช้อีเมล์ที่ถูกขโมยมาเป็นเครื่องมือในการหลอกประชาชนเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์แขนงสภาพภูมิอากาศ) ที่เขียนขึ้นโดยกลุ่ม Union of Concerned Scientists (สหภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้มีความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม)

 

1 by กาลามชน 14 Dec 2009

เป็นความจริงที่ มีหลักฐานมากมายที่ชี้ว่ามนุษย์กำลังทำให้โลกร้อนขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีหลักฐานอีกมากมายที่ชี้ว่าการร้อนขึ้นของโลกเป็นวัฎจักรทางธรรมชาติ

มีนักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามนุษย์ทำให้โลกร้อน ในขณะเดียวกันก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกจำนวนหนึ่งที่ เชื่อว่าโลกร้อนเย็นเป็นเรื่องของวัฎจักรธรรมชาติ

ในความเป็นจริงคือความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์แขนงนี้ "ยังไม่ลงตัว" และความเห็นของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ก็ "ไม่เคยเป็นเอกฉันท์"

เป็นเรื่องที่น่าละอายมาก ที่คนบางกลุ่มใช้หลักการโฆษณาชวนเชื่อหลอกลวงคนส่วนใหญ่ในโลกว่า เรื่องโลกร้อนมีข้อสรุปที่แน่นอนแล้ว หรือ นักวิทยาศาสตร์มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในเรื่อของโลกร้อนว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์จะเป็นอย่างไร ขอให้พักไว้ก่อน แต่ในเวลานี้อยากจะให้มองดูที่จริยธรรมของกลุ่มคนที่มีความพฤติกรรมในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อเรื่องโลกร้อน

2 by กาลามชน 14 Dec 2009

เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ว่าอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศของโลกสูงขึ้นในช่วงที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมีเพิ่มมากขึ้น

แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครโต้แย้งเช่นกัน ว่าในช่วงที่อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศของโลกสูงขึ้นนี้ ดวงอาทิตย์ก็แผ่พลังงานมากขึ้นด้วย

ดวงอาทิตย์มีความผันแปรทางด้านพลังงานได้เล็กน้อย อย่างช้าๆใช้เวลาหลายสิบหรือหลายร้อยปี ขณะนี้ยังไม่มีใครโต้แย้งว่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น ดวงอาทิตย์แผ่พลังงานสูงมาก นักดาราศาสตร์เรียกว่า solar maximum และจากการวัดระดับไอโซโทปย้อนหลังไปในอดีตพบเป็น solar maximum ในปัจจุบันนี้ทรงพลังมากที่สุดในรอบหลายพันปี นักดาราศาสตร์เรียกช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์แผ่พลังงานสูงมากในปัจจุบันนี้ว่า Modern Maximum

สภาวะโลกร้อน ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น แต่เคยเกิดมาก่อนแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดนั้นเกิดขึ้นในยุคกลาง ประมาณศตวรรษที่ 9-12 โลกในยุคนั้นอุ่นเท่ากับปัจจุบัน หรืออาจจะอุ่นกว่าด้วยซ้ำ เราเรียกว่า Medieval Warm Period

สภาวะโลกร้อนในยุคกลางนั้น โลกอุ่นมากจนชาวไวกิ้งสามารถเข้าไปตั้งอาณานิคมที่ชายฝั่งตอนใต้ของเกาะกรีนแลนด์ได้ ซากบ้านเรือนและโบสถ์ของชาวไวกิ้ง รวมทั้งร่องรอยของฟาร์มหลายร้อยแห่ง ยังคงเหลือให้เห็นจนถึงปัจจุบัน บนชายฝั่งที่หนาวเหน็บของเกาะกรีนแลนด์

หลังจากพ้นสภาวะโลกร้อนในยุคกลาง ดวงอาทิตย์ก็ลดระดับพลังงานลง นักดาราศาสตร์เรียกว่า Solar Minimum จากการตรวจสอบไอโซโทปย้อนหลังพบว่าได้เกิดมี Solar Minimum สามชุดติดๆกัน โดยชุดที่สองที่เกิดในช่วงศตวรรษที่ 17-18 นักดาราศาสตร์เรียกว่า Maunder Minimum นั้นพลังงานลดต่ำอย่างไม่ธรรมดา ซึ่งก็ทำให้โลกเย็นลงอย่างไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน นักวิทยาศาสตร์เรียกช่วงเวลานั้นว่า Little Ice Age

โชคดีที่พอย่างเข้าปลายศตวรรษที่ 19 ดวงอาทิตย์ก็กลับมามีพลังอีกครั้ง และกลับมีปฏิกิริยาที่สูงมาก เหมือนกับจะชดเชยกับที่เฉื่อยชาไปนานหลายร้อยปีติดต่อกัน การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมา อาจจะเป็นการอุ่นขึ้นตามปฏิกิริยาของดวงอาทิตย์ก็เป็นได้

ดวงอาทิตย์ได้เข้าสู่ช่วงที่ทรงพลังที่สุดในช่วงสามสิบปีสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 ปัจจัยจากพลังงานดวงอาทิตย์ และปัจจัยจากการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ ปัจจัยทั้งสองประการนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นจึงยังสรุปไม่ได้ว่าโลกร้อนเพราะอะไรแน่

3 by กาลามชน 14 Dec 2009

ข้อที่น่าจะเป็นมากที่สุดคือ สภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเกิดจากสองสาเหตุร่วมกัน

แต่กลุ่มคนที่เรียกกันว่าชาวโลกร้อนนั้น แทบจะปฏิเสธพลังงานของดวงอาทิตย์ IPCC นั้นอ้างว่าการร้อนขึ้นอย่างน้อย 95% เกิดจากอิทธิพลของกาซเรือนกระจก และให้อิทธิพลของดวงอาทิตย์เพียง 5% เท่านั้น

ส่วนคนที่เรียกว่าฝ่ายค้านนั้น จริงๆแล้วก็ไม่ได้ค้านอิทธิพลของกาซเรือนกระจก เพียงแต่เชื่อว่าพลังงานของดวงอาทิตย์เป็นปัจจัยส่วนใหญ่ของการร้อนขึ้น และอิทธิพลของมนุษย์เป็นปัจจัยส่วนน้อย นักวิจัยฝ่ายค้านมีหลายกลุ่ม คำนวณอิทธิพลของกาซเรือนกระจกได้ต่างกัน เท่าที่เห็นจะให้อิทธิพลของมนุษย์อยู่ประมาณ 9-25% ของการร้อนขึ้นในปัจจุบันงานวิจัยของบางกลุ่มให้อิทธิพลมนุษย์กับดวงอาทิตย์ 50-50% เลยก็มี เลยไม่รู้จะจัดให้เป็นชาวโลกร้อน หรือเป็นฝ่ายค้าน

อนึ่งถ้าใครไม่เคยได้ยินเรื่องอิทธิพลของดวงอาทิตย์ต่อบรรยากาศโลกมาก่อน ก็ควรจะตระหนักถึงความร้ายกาจของการโฆษณาชวนเชื่อไว้บ้าง

4 by กาลามชน 14 Dec 2009

จริงๆแล้วก็ควรจะถือว่า ทั้งสองฝ่ายยอมรับอิทธิพลทั้งของกาซเรือนกระจกและดวงอาทิตย์ จะต่างกันก็แค่ใครคิดว่าอะไรเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดเท่านั้นเอง แล้วจะเถียงกันทำไมเรื่องเปอร์เซนต์ของอะไรมากกว่าอะไร เพราะจะมากจะน้อยก็มีผลกระทบต่อโลก แล้วทำไมไม่ช่วยกันลดการปล่อยกาซเรือนกระจก?

ปมมันอยู่ตรงที่ถ้ายอมรับว่าอิทธิพลของกาซเรือนกระจกมีผลกระทบต่อโลกน้อยกว่าดวงอาทิตย์ นั่นจะนำไปสู่สภาวะที่ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ เพราะโลกมีเชื่อเพลิงฟอสซิลเหลืออยู่ไม่มากพอที่จะทำให้เกิดความหายนะ ดังนั้นถ้าจะทำให้คนกลัวเกรง และยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ก็ต้องทำให้ผลการวิจัยออกมาในลักษณะที่อิทธิพลของกาซเรือนกระจกมีสูงกว่าดวงอาทิตย์มากๆ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเร่งบี้งานวิจัยให้กาซเรือนกระจกมีพลังมากถึง 95% อย่างที่ IPCC ประกาศ แต่คนที่อยู่ในวงการพลังงานสกปรกก็ยังบอกว่า โลกก็มีเชื้อเพลิงเหลือไม่มากพอที่จะทำให้เกิดหายนะได้อยู่ดี

สมมติฐานของการพยากรณ์โลกร้อนในอนาคตนั้น สมมติว่าโลกมีเชื้อเพลิงฟอสซิลให้ใช้อย่างไม่จำกัด และสามารถเพิ่มอัตราการใช้แบบก้าวหน้า 2-3% ในทุกๆปี ถ้าเป็นไปได้ตามนี้ อุณหภูมิของโลกจะร้อนขึ้น 1-6 องศาในปี 2100

แต่ในความเป็นจริง วงการพลังงานเชื่อว่าการผลิตน้ำมันน่าจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดใน 2025-2040 หลังจากนั้นการผลิตจะเริ่มลดลง เพราะแหล่งน้ำมันเริ่มหมด นั่นหมายถึงปริมาณกาซเรือนกระจก จะหายไปจากที่แบบจำลองที่คำนวณไว้กว่าครึ่ง

ถ้าชาวโลกร้อนเป็นฝ่ายถูกในแง่ของทฤษฎีวิทยาศาสตร์ แต่โลกก็จะมีพลังงานในทางปฏิบัติ แค่พอทำให้โลกร้อนขึ้นได้มากกว่าปัจจุบัน 1 องศาเท่านั้น

5 by หมูอวบ 28 Dec 2009

1) ประเด็น climategate ไม่ได้ทำให้โลกเย็นลง....ถูกต้องตรงประเด็นครับ
2) แต่กรณี climategate ชี้ให้เห็นว่า CO2 อาจไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง ซึ่งรัฐบาลทั่วโลกกำลังทุ่มเทกำลังและงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อลดการปล่อย CO2 ขึ้นสู่บรรยากาศ
3) การ focus ในสาเหตุที่ผิดนี่แหละครับ คือ ปัญหา เพราะถ้า CO2 ไม่ใช่สาเหตุที่แท่้จริง (ควรต้องกล่าวไว้ด้วยว่า แท้จริงแล้งยังไม่มีงานวิจัยสักชิ้นเดียวที่แสดงหลักฐานให้เห็นว่า CO2 ทำให้ อุณหภูมิโลกสูงขึ้น...ถ้าท่านใดมี โปรดชี้แนะ) ก็เป็นการเสียโอกาสอย่างยิ่งที่จะนำเงินจำนวนมากมายมหาศาลนี้ไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน และสุขภาพของคนจน

ส่งความเห็น

HTML code not permitted

สมาชิก Login (กรุณาเลือกเติม)