โลกเขาขยับกันแล้ว แต่ไทยล่ะ?

Posted by Nantiya on 7 Dec 2009
2 Comments

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อินเดียประกาศจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจำนวนมากเหมือนอย่างที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้ทำไปแล้วก่อนหน้าที่การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กรสหประชาชาติจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ ณ กรุงโคเปนฮาเกน

แล้วประเทศไทยล่ะกำลังทำอะไรอยู่ เมื่อไหร่ที่ไทยจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศของโลกเสียที อันที่จริง นักวิทยายาศาสตร์ได้เตือนให้เราทราบแล้วว่าเราอยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลประทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกมากกว่าอีกหลายประเทศ หากโลกไม่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขนานใหญ่นับแต่วันนี้ ชายฝั่งและชุมชนริมชายฝั่งของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แม้แต่กรุงเทพ ฯ ก็จะต้องเผชิญปัญหาหนักหนาสาหัสจากภาวะน้ำท่วมและระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกทั้งสิ้น กระนั้นก็ตาม ผู้นำของประเทศไทยซึ่งพำนักอยู่ในมหานครแห่งนี้แทบไม่ปริปากพูดถึงการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่อย่างใด

ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่าคำเตือนเกี่ยวกับผลร้ายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นอ้างอิงมาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และทุกฝ่ายไม่ควรมองข้ามคำเตือนดังกล่าวเป็นอันขาดแม้ว่าจะเกิดกรณี "Climategate" ขึ้นก็ตาม เหตุการณ์ Climategate หรือการบุกเจาะระบบเซิร์ฟเวอร์ของศูนย์วิจัยสภาพอากาศของอังกฤษส่งผลให้เนื้อความในอีเมล์ของนักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบันบางส่วนถูกนำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวางโดยเนื้อหาแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอาจจะมิใช่ปัญหาร้ายแรงอย่างที่นำเสนอกันมาตลอด ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สื่อหันมาสนใจผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิอาจลบล้างหลักฐานอันเด่นชัดว่ามนุษย์ทำให้สภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย จึงได้แต่หวังว่าการที่อินเดียประกาศจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาจะช่วยให้การอภิปรายพูดคุยและการนำเสนอข่าวของสื่อหันกลับมาเน้นที่ประเด็นการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามเดิม และช่วยผลักดันให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกต่อไป

ทั้งนี้ อินเดียตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ (carbon intensity) ให้ได้ 20 - 25% จากปี 2548 ภายในปี 2563

หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้ จีนเองก็ได้ประกาศลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ครั้งใหญ่เช่นกันโดยจีนตั้งเป้าไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ถึง 40 - 45% ภายในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2548

บางคนอาจวิจารณ์ว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการเติบโตทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้มิได้ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมจากจีนและอินเดียลดลงแต่ประการใดแถมยังอาจเพิ่มขึ้นได้ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่กระนั้นก็ตาม การประกาศลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงจะช่วยให้ประเทศเหล่านี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงกว่าที่เคยคาดการณ์ว่าจะเป็นและเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่ดี อย่าลืมว่าทั้งจีนและอินเดียต่างปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใด ๆ ทั้งสิ้นเมื่อสองปีก่อน

ปัจจุบัน หลายประเทศในเอเชียได้ประกาศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง เมื่อเดือนที่แล้ว เกาหลีใต้ให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30% ภายในปี 2563 ขณะที่อินโดนีเซียประกาศในงานประชุมกรอบอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพ ฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 26 - 41% ภายในปี 2563 เช่นกัน ในส่วนของละตินอเมริกาก็มีบราซิลที่ออกตัวว่าจะลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาให้ได้ 39% จากปริมาณที่เคยคิดว่าจะปล่อยในปี 2563 อันที่จริง บราซิลเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ยอมรับการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสิ้นเชิงมาก่อน

ดังนั้น จึงเกิดเป็นคำถามว่าแล้วจุดยืนของประเทศไทยล่ะอยู่ที่ไหนหรือประเทศไทยจะเพียงแต่อยู่เฉย ๆ แล้วใช้กลยุทธ์แบบเดียวกับที่เคยใช้เมื่อ 10 ปีก่อน คือ การนั่งดูสิ่งที่ประเทศอื่น ๆ ทำอยู่รอบนอกโดยที่ตัวเองไม่ทำอะไรเลยทั้ง ๆ ที่เราพูดมาตลอดว่าเราต้องการจะเป็นผู้นำ ทั้ง ๆ ที่เราพูดมาตลอดว่าเราจะเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมและการพาณิชย์ พอพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทีไร ประเทศไทยทำได้ดีที่สุดเพียงแค่แอบรอฉวยโอกาสอยู่นิด ๆ เท่านั้น

ปฏิกิริยาที่เราเห็นจากประเทศไทยมีเพียงแค่สองด้าน ในด้านแรก ผู้สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ทุ่มเททรัพยากรและเวลาเพื่อการผลักดันแผนจัดตั้งโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่สุดแสนอันตรายแม้ว่าโรงงานดังกล่าวจะไม่เป็นที่ต้องการและไม่ใช่สิ่งจำเป็นแต่ประการใด ในด้านที่สอง นักธุรกิจหัวหมอจำนวนหนึ่งกำลังหาทางฉกฉวยประโยชน์จากการตรวจสอบที่หละหลวมของรัฐบาลไทยโดยพวกเขาหวังจะแอบอ้างยกเอาโครงการพลังงานใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามการขยายตัวของภาคพลังงานตามปกติมาเป็นโครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ปัจจุบัน ประเทศไทยพยายามจะสร้างภาพว่าตนเองเป็นสังคมที่มีการเติบโตแล้วแต่เราเองกลับพิสูจน์ให้โลกได้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเรายังไม่โต เมื่อก้าวสู่เวทีเจรจาระดับโลกว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศในคราใด เราไม่เคยมีความพร้อมเลย

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ นักการเมืองไทยและผู้กุมบังเหียนธุรกิจยักษ์ใหญ่ในไทยจะย้ำเพียงว่าประเทศไทยคงไม่อาจลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เนื่องจากการลดอาจเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศอื่น ๆ กลับมิได้เห็นว่าปัจจัยในส่วนนี้จะเป็นปัญหาต่อการประกาศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด ที่สำคัญ ประเทศไทยควรจะตระหนักเสียทีว่าตนเองจะได้รับผลกระทบเชิงลบทางเศรษฐกิจหากประเทศต่าง ๆ ในโลกไม่ช่วยกันลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นับแต่วันนี้ ลองคิดดูว่าการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศจะบังคับให้ไทยต้องทุ่มงบประมาณมากเพียงไหนสำหรับการดัดแปลงระบบสาธารณูปโภคและแผนรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังอาจต้องเผชิญปัญหาพืชผลทางเกษตรน้อยลงและปัญหาทางสาธารณสุขอีกหลายประการด้วย

ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยถือเป็นด่านหน้าที่จะต้องรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยกลับยืนอยู่แถวหลังมาโดยตลอดเมื่อต้องผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบเพื่อการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทุกวันนี้ ประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศของโลกมากถึง 6 ตันต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าบราซิลและอินเดียถึง 3 เท่า และยังสูงกว่าอินโดนีเซียและจีนถึง 4 เท่า ดังนั้น จึงได้แต่หวังว่าคณะผู้แทนไทยที่ก้าวเท้าเข้าสู่งานประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนฮาเกนกันแบบมือเปล่าจะได้ตระหนักในระหว่างประชุมว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปแล้วและถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะจริงจังและร่วมรับภาระในการลดผลกระทบจากวิกฤติด้านสภาพภูมิอากาศดังกล่าวเสียที

 

1 by กาลามชน 10 Dec 2009

งาน Copenhagen climate change ครั้งที่ 15 (COP15) จัดขึ้นโดย UN ระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคม 2552 เพื่อหาแนวทางทดแทนพิธีสารเกียวโต ที่กำลังจะหมดอายุในปี 2012

9 ธ.ค. เพิ่งจะย่างเข้าวันที่สอง แต่งานประชุม COP15 ทำท่าจะล่ม เมื่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง เมื่อได้เห็นร่างข้อตกลงที่ให้อำนาจบางอย่างแก่ประเทศอุตสาหกรรมเดียงคู่ไปกับองค์กรสหประชาชาติ ในการที่จะควบคุมบังคับประเทศที่กำลังพัฒนาให้ต้องเข้าร่วมลดการปล่อยกาซเรือนกระจก ในทางกลับกันกลับให้อภิสิทธิแก่ประเทศอุตสาหกรรมเก่า สามารถปล่อยกาซเรือนกระจกต่อหัวประชากรเป็นสองเท่าของประเทศที่กำลังพัฒนา

งาน COP15 ส่อเค้าว่าจะปั่นป่วนมาตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน เนื่องจากกรณี climategate ที่เปิดโปงความลับว่านักวิจัยโลกร้อนได้ทำการตุกติกเพื่อทำให้ดูเหมือนว่าโลกกำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าที่เป็นจริง เรื่องนี้ได้จุดประกายเรื่องทฤษฎีสมคบคิดของกลุ่มชาติอุตสาหกรรม และข้อสงสัยเรื่องทฤษฎีสมคบคิดนี้เหมือนจะถูกทำให้มีน้ำหนักมากขึ้นด้วย ร่างข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

www.guardian.co.uk/environment/2009/dec/08/copenhagen-climate-summit-disarray-danish-text

2 by กาลามชน 10 Dec 2009

อัลกอร์มีแผนจะไปร่วมงาน Copenhagen Climae Change ครั้งที่ 15 (COP 15) ที่จัดขึ้นโดย UN โดยมีกำหนดจะขึ้นปาฐกถาในวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ซึ่งจะมีการบรรยายถึงหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวข้องกับเรื่องโลกร้อนชื่อ "Our Choice" มีผู้ซื้อตั๋วเข้าฟังมากกว่าสองพันคน Kalee Krieder โฆษกของอัลกอร์ ให้เหตุผลที่ยกเลิกว่าเพราะกรณี climategate

Kalee Krieder, a Gore spokesperson, said the event was canceled "...because of all the breaking issues around the treaty talks...”

การที่อัลกอร์ยกเลิก ทำให้ผู้จัดงานต้องคืนเงินค่าตั๋ว นักวิจารณ์กล่าวว่านี่เป็นสัญญาณหนึ่งของความวุ่นวายที่เชื่อว่าจะเกิดกับงาน COP15

ล่าสุดมีข่าวว่า อัลกอร์ยังคงจะไปงาน COP15 แต่จะไม่ขึ้นปรากฏตัวต่อสาธารณะ

www.ecofactory.com/news/inconvenient-truth-al-gore-climategate-and-copenhagen-120409

หมายเหตุ ข่าวการขุดคุ้ยแบบไม่เป็นทางการของสื่อมวลชน กล่าวว่า climategate โยงไปถึงตัวนักวิทยาศาสตร์ไม่น้อยกว่าห้าสิบคน หลายคนเป็นคนที่มีชื่อเสียง ซึ่งรวมถึงที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของ อัลกอร์ ด้วย

ส่งความเห็น

HTML code not permitted

สมาชิก Login (กรุณาเลือกเติม)