ช่วยกันดูข่าวนี้หน่อย

Posted by flyfish on 8 Jan 2008
1 Comment

ก.ทรัพย์เสนอออกกฎหมายคุมก๊าซโลกร้อน

8 มกราคม พ.ศ. 2551 08:30:00

กระทรวงทรัพยากรฯ เสนอออกกฎหมายควบคุมก๊าซเรือนกระจก ชี้ไทยปล่อยต่อหัวแซงจีน พร้อมชงรัฐบาลใหม่สานต่อแผนลดโลกร้อน ผนึกทุกกระทรวงเป็นแผนแห่งชาติ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สรุปผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2551 ว่าได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มานำเสนอแผนงานที่ได้จัดทำไว้ เพื่อเตรียมผนวกเข้าเป็นแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2551-2555

“ขณะนี้มีแนวคิดให้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ศึกษาว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีเพียงพอในการควบคุมก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ เพราะขณะนี้ประเทศพัฒนาแล้ว เริ่มใช้กฎหมายควบคุมก๊าซเรือนกระจก ซึ่งแม้จะไม่ใช่สารมลพิษอย่างเฉียบพลันแบบก๊าซมลพิษประเภทอื่นๆ"

ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 31 ของโลกและอัน ดับที่ 4 ของอาเซียน และถ้าเทียบอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อหัวประชากรเฉลี่ยคนไทยปล่อย 5.1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าจีน

ศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวแสดงความเป็นห่วง ถึงผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ จากการออกกฎหมายในลักษณะดังกล่าว จึงต้องมีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ในอนาคต การแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนต้องใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ และระบบภาษีเข้ามาบริหารจัดการด้วย

ศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นจะสรุปความคืบหน้าเสนอนายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้า ส่วนการแปลงร่างยุทธศาสตร์ฉบับนี้ เป็นแผนปฏิบัติการนั้นคงต้องขึ้นกับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อ

โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลปัญหาภาวะโลกร้อน คงได้รับความสนใจเป็นลำดับแรก เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบทั้งในระดับชาติและระดับโลก แม้บางเรื่องที่อาจเกี่ยวข้องกับ ประชาชนโดยตรง ก็ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ

 

1 by ศิลาแลง 11 Jan 2008

อะไร อะไร ก็โลกร้อน ดันทุรังโยงกันมากไปหรือเปล่านี่ อ่านบทความข้างล่างแล้วปวดใจจริง นี่ขนาดหน่วยงานที่ถือตัวว่าเป็น think tank หน่วยหนึ่งของประเทศ ยังดันทุรังมองปัญหาและวิธีแก้โลกร้อนแบบนี้ หากโลกร้อนจริงก็ปล่อยให้ร้อนต่อไปเถอะ

----------------------

การท่องเที่ยวโดยชุมชนช่วยลดโลกร้อน?
พจนา สวนศรี
โครงการจัดตั้งสถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ภาวะโลกร้อน เริ่มมีการพูดถึงกันหนาหูมากขึ้น และการท่องเที่ยวก็เป็นอีกตัวการหนึ่งที่ทำให้โลกร้อนเร็วขึ้น เพราะเมื่อคนเริ่มเดินทางท่องเที่ยวกระบวนการของการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยก็เริ่มขึ้น เปรียบเสมือนผีเสื้อขยับปีกก็สะเทือนถึงดวงดาว

โลกเปื้อนมลพิษว่ากันว่าการเดินทางโดยเครื่องบิน ก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นภัยใหญ่หลวงต่อสภาพอากาศ ยิ่งปัจจุบันมี
low cost airline ด้วยแล้ว ยิ่งส่งเสริมให้คนตัดสินใจการเดินทางด้วยเครื่องบินกันง่ายขึ้น หรือแม้แต่การใช้รถส่วนตัวขับไปเที่ยวแทนที่จะใช้รถโดยสารประจำทางก็เป็นการร่วมสร้างมลพิษเช่นกัน
สำหรับพวกชอบอาบน้ำในอ่างตามโรงแรม ก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรน้ำสิ้นเปลือง กระบวนการสูบน้ำ การบำบัดน้ำเสีย ก็ต้องใช้พลังงานอีกเหมือนกัน
การที่บ้านเราอากาศร้อนการเปิดแอร์ก็ยิ่งเป็นการเร่งการปล่อยความร้อนสู่โลกเพิ่มมากขึ้น
การไปกินหมูกะทะสักมื้อยังสร้างมลภาวะทางอากาศเลย

ความงามมลายหายสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม
ก็กำลังหวั่นไหวต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก แหล่งปะการังสวยงามในประเทศ
มีแนวโน้มจะลดความงามลงเพราะภาวะกระแสน้ำเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
มีการพยากรณ์ว่าจากการที่โลกร้อนขึ้นกระแสน้ำในมหาสมุทรจะเพิ่มขึ้น
อีกไม่นานเกาะมัลดีฟ เกาะสวรรค์ของนักเดินทางก็อาจจะจมลงได้ใน 20
ปีข้างหน้า สำหรับผู้นิยมชมชอบการเล่นสกีในเทือกเขาแอลป์ในอีก 2
ทศวรรษหน้าก็อาจไม่มีที่ให้ไปโลดแล่นประลองความเร็วท่ามกลางความหนาว
เนื่องจากไม่มีหิมะตกหนาเพียงพอที่จะเป็นเล่นสกีได้
บ้านเราฤดูฝนก็อาจจจะยาวนานกว่าปกติ ยากลำบากในการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น
ปรากฎการสึนามิที่แถบทะเลอันดามัน ก็เป็นตัวชี้วัดหนึ่งว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตมากขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่เที่ยว...ไม่ใช่
มีคนบอกว่าหากอยากช่วยให้โลกร้อนช้าลง ต้องหยุดการท่องเที่ยว
ซึ่งในความเป็นจริงเป็นไปได้ยาก เพราะการท่องเที่ยวเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตของมนุษย์ คนที่ทำงานหนักย่อมต้องการพักผ่อน
และการท่องเที่ยวก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพักผ่อนของคนบนโลกนี้ไปแล้ว
การท้าทายให้หยุดเที่ยว เป็นเรื่องน่าคิด แต่ยากที่จะปฎิบัติ ทางออกของวิกฤตที่อาจเป็นโอกาสของคนเล็กคนน้อย ที่จะต่อเชื่อมกับกระแสความตื่นตัวของสังคม เมื่อเลิกเที่ยวไม่ได้ ก็ให้เที่ยวอย่างห่วงใยต่อโลกและคนท้องถิ่น ซึ่งการท่องเที่ยวโดยชุมชนอาจเป็นคำตอบของทางออกนี้ได้ทำไมการท่องเที่ยวโดยชุมชนช่วยลดโลกร้อนเก็บผักจากสวน ใช้น้ำจากป่า ใช้แสงแดดตากผ้า จากปรากฏการณ์รูปธรรมเหล่านี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่า
กระบวนการผลิตของคนในชุมชนไม่ซับซ้อน และไม่ได้ใช้พลังงานแบบทวีคูณ เหมือนกับโรงแรมหรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมท่องเที่ยวแบบสวนสนุก หรือสถานบันเทิง
หากแต่ใช้ธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนเป็นฐานในการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยว
เพียงแต่ต้องมีการจัดการให้มีการกระจายตัวของการท่องเที่ยว
ไม่ให้แออัดและเบียดขับชีวิตคนท้องถิ่นให้เบี่ยงเบนวิถีสู่การเอาใจนักท่องเที่ยวจนเกินงามเกินกว่าธรรมชาติจะรองรับ หรือวุ่นวายจนวิถีชีวิตวัฒนธรรมเปลี่ยนไป

ปรับความร้อนสู่ความรู้
กระบวนการเรียนรู้จากความเรียบง่ายของการใช้ชีวิตของคนในท้องถิ่นที่อยู่กับฐานการผลิตที่อิงแอบกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่นชนเผ่าปกากญอที่มีชีวิตผูกพันกับป่า
สามารถสร้างความเข้าใจถึงความเรียบง่ายในการใช้ชีวิตที่อยู่อย่างพอเพียงและพึ่งพาธรรมชาติจากการพานักท่องเที่ยวไปเรียนรู้เรื่องการทำไร่หมุนเวียนว่าไม่ใช่การทำลายป่า

แต่เป็นการสร้างผืนป่าและผืนไร่ให้เป็นแหล่งอาหารที่มั่นคงแก่คนบนดอยมานับร้อยปี
เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์พืชที่หลากหลายทั้งข้าว ข้าวโพด ถั่ว งา และผักต่าง ๆมากกว่า 40 ชนิด ให้คนบนดอยได้มีอาหารที่หลากหลายกินได้ทั้งปี โดยไม่ต้องใช้สารเคมีเร่งการเพาะปลูก นอกจากแหล่งผลิตแล้วยังมีแหล่งอนุรักษ์เพื่อยังความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์สู่แหล่งผลิตนั่นคือการมีป่าอนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งอาหารทางเลือกและสมุนไพร เป็นการอนุรักษ์ที่มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
ชาวประมงพื้นบ้าน ที่การอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งเพียง 3กิโลเมตรจากชายฝั่งอย่างเข้มข้น สามารถช่วยให้ทะเลคงความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งทำมาหากินได้อย่างไม่ขาดแคลน และสามารถสร้างแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำขนาดเล็กให้กับท้องทะเล
แบ่งปันให้กับชาวประมงในถิ่นอื่น สร้างแนวกำบังคลื่นลมด้วยการรักษาป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งดูดซับน้ำเสียจากชายฝั่งไม่ให้ทำลายปะการังในท้องทะเล

จากความรู้สู่ความเข้าใจ
กระบวนการเรียนรู้ที่อยู่ร่วมและใช้ชีวิตสัมผัสกับคนท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นกระบวนการที่ให้การศึกษา เห็นปรัชญาในการใช้ชีวิต
สามารถสร้างให้คนตั้งคำถามเพื่อนำสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องทัศนคติต่อคนท้องถิ่น
การมองธรรมชาติอย่างเข้าใจในมิติที่ลึกซึ้ง เชื่อมโยง และไม่ซับซ้อน
การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนที่ผ่านการหล่อหลอมแบบวิถีเมืองให้เข้าใจวิถีชนบท
วิถีป่า และวิถีธรรมชาติ จะเป็นแนวร่วมที่สำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากข้างใน
เริ่มจากความคิด ความรู้ สู่ทัศนคติและเปลี่ยนพฤติกรรม

ไม่ใช่เฉพาะการท่องเที่ยวโดยชุมชน....แต่กลไกต้องขับเคลื่อน
การท่องเที่ยวโดยชุมชนไม่ใช่เป็นคำตอบสุดท้ายหรือคำตอบเดียวสำหรับแก้ปัญหาโลกร้อน แต่เป็นแสงแห่งความหวังจากการมองท่องเที่ยวเป็นตัวการร้าย
เป็นการส่งเสริมให้คนรู้จักเที่ยวเพื่อเรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตชนบทที่อยู่อย่างพึ่งพาธรรมชาติและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเครื่องมือในการลดโลกร้อนได้อีกช่องทางหนึ่ง แต่มาตรการอื่น ๆที่ต้องทำไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับสายการบินราคาถูก การแซงชั่นประเทศที่ไม่มีมาตรการในการลดการปล่อยสารพิษที่ก่อนให้เกิดภาวะเรือนกระจก

การสร้างมาตรการให้ผู้ผลิตมลภาวะต้องรับผิดชอบในการบำบัดหรือจัดการกับของเสีย
ก็ต้องทำควบคู่กันไปอย่างเข้มข้นเช่นกัน

ส่งความเห็น

HTML code not permitted

สมาชิก Login (กรุณาเลือกเติม)