โลกร้อน: มุมมองสวนกระแส

Posted by pornchokchai on 5 Jan 2008
14 Comments

(ข้อเขียนนี้จะถูกหรือผิดมากน้อยแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน

แต่เราควรมองหลาย ๆ มุม

เพื่อส่งเสริม "สังคมอุดมปัญญา" ที่มีวิจารณญาณ)

=============

โลกร้อน: มุมมองสวนกระแส

ดร.โสภณ พรโชคชัย {1}

ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย {2}

โลกร้อนขึ้นคงไม่มีใครสงสัย การรักษาสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การรณรงค์เรื่องโลกร้อนทำให้ใครได้ ใครเสียประโยชน์ ประเด็นนี้เป็นกรณีศึกษาของการโฆษณาชวนเชื่อในการทำให้ประชาชนมืดบอดหรือไม่ และถือเป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” สำหรับใครบางคนหรือไม่

ทุกวันนี้ แทบทุกคนคงได้ยินเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และเชื่อว่าทุกคนที่ได้ฟังคงชักห่วงใยต่อโลกในประเด็นนี้เช่นกัน แต่เมื่อนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากการรณรงค์เรื่องโลกร้อน {3} ผมกลับเริ่มสงสัยว่าสันติภาพไม่น่าจะเกี่ยวกับโลกร้อนโดยตรง ที่ผ่านมาคนอื่นที่โด่งดังเช่นท่านติช นัท ฮันห์ {4} ผู้นำพระสงฆ์ในสมัยสงครามเวียดนาม ก็ยังพลาดรางวัลนี้มาแล้ว ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ผู้คนมักเชื่อไปในแนวทางเดียวกันโดยไม่มีโอกาสไตร่ตรองด้วยเหตุผล ผมจึงขอเสนอบทความนี้เพื่อต่อกรกับการครอบงำ และการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง

An Inconvenient Truth: เท็จหลายเรื่อง

ท่านที่อ่านหนังสือหรือชมภาพยนตร์เรื่อง An Inconvenient Truth (AIT) {5} “คงรู้สึกตรงกันอย่างหนึ่งว่า อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน . . . คงจะไม่เป็นการเกินเลยไปนัก หากจะเรียกขบวนการดังกล่าวว่าเป็นภารกิจกู้โลก เพราะวิกฤตการณ์เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนนั้นเกิดขึ้นแล้วจริงๆ และกำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างไกลเกินจินตนาการ” {6} วลีที่อ้างถึงนี้สะท้อน “อารมณ์” ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม AIT เป็นการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และยังแสดงข้อมูลที่เป็นเท็จหลายเรื่อง {7} ซึ่งสังคมมักไม่มีโอกาสรับรู้ เช่น:

1. การมองด้านเดียว: AIT ไม่เคยมองถึงบทบาทที่จำเป็นของน้ำมัน ก๊าซและถ่านหิน (Hydrocarbon) ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจน ช่วยเพิ่มอายุขัยของประชากร ฯลฯ AIT ละเลยอัตราการตายที่สูงขึ้นในยามที่โลกเย็นลงในอดีตที่ผ่านมา

2. ความเข้าใจผิด: สาเหตุหลักของการตายของมนุษย์ปัจจุบันไม่ใช่เป็นเพราะภัยธรรมชาติ คล้ายกับการตื่นกลัวไข้หวัดนกจนเกินเหตุทั้งที่โรคปอดบวมทำคนไทยตายมากมาย โดยในปี 2550 ไม่พบคนป่วยและตายด้วยไข้หวัดนกในประเทศไทย แต่คนไทยป่วยด้วยโรคปอดบวมจนต้องนอนโรงพยาบาลถึง 88,841 ราย และตาย 765 รายในปี 2549 {8} นอกจากนี้ AIT ยังอ้างทำนองว่านักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกับตน แต่ความจริงเสียงส่วนใหญ่เห็นตรงข้ามกับ AIT

3. การพูด “ใส่ไข่” จับเอาปรากฏการณ์ครั้งคราวมาเป็นสรณะ: การอ้างว่าหมีขั้วโลกจมน้ำตายเพราะน้ำแข็งละลายทั้งที่เป็นเพราะพายุ การกล่าวถึงฝนตกหนักถึง 37 นิ้วในนครมุมไบในปี 2548 ทั้งที่ตลอด 45 ปี ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นเลย การโยงเรื่องโลกร้อนกับอุทกภัยในจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งที่ใน 1-2 ศตวรรษก่อนมีอุทกภัยที่รุนแรงยิ่งกว่านี้มากมาย การโทษว่าโลกร้อนทำให้แนวปะการังเสียหายทั้งที่เป็นเพราะปัจจัยทางเฉพาะภูมิภาค ปัจจัยทางสังคมและอื่น ๆ การกล่าวว่าธารน้ำแข็งเกาะกรีนแลนด์จะเลื่อนลงสู่ทะเลทั้งที่ตั้งอยู่ในแอ่งที่ไม่มีทางออก

4. การพูดผิดความจริง เช่น การอ้างว่าโลกร้อนในอดีตเป็นเพียงระยะสั้น ทั้งที่มีระยะเวลานับร้อยปีในอดีตที่เคยร้อนกว่าปัจจุบัน จนทำให้ครั้งหนึ่งชาวไวกิ้งสามารถไปตั้งถิ่นฐานในเกาะกรีนแลนด์ที่หนาวเย็นในขณะนี้ได้ การอ้างว่าโลกร้อนขึ้นมากทั้งที่เพิ่มเพียง 0.17 องศาเซลเซียสในรอบ 30 ปีล่าสุด และร้อนขึ้น 0.5 องศาเซลเซียสในรอบ 100 ปี และที่ผ่านมาก็มีลักษณะขึ้น ๆ ลง ๆ การอ้างว่าคลื่นร้อนยุโรปที่ทำให้คนตายมากมายเป็นผลจากโลกร้อนทั้งที่เป็นเพราะสาเหตุอื่น

ในประเทศอังกฤษ มีการฟ้องศาลให้ห้ามฉาย AIT ในโรงเรียนมัธยม ศาลเห็นว่า AIT มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดไปถึง 9 ประการ แต่ให้ฉายได้โดยต้องเพิ่มเติมข้อมูลที่ถูกต้อง และให้ครูที่จัดฉายต้องชี้ให้นักเรียนเข้าใจถึงข้อผิดพลาดของ AIT ด้วย {9} แต่ในประเทศไทย เรากลับปล่อยให้ฉายหลอกลวงประชาชนอย่างหน้าตาเฉย ตัวอย่างความผิดพลาดสำคัญ ได้แก่ การกล่าวว่าหิมะบนยอดเขาคิลิมันจาโรซึ่งสูงถึง 6 กิโลเมตร ละลายเพราะภาวะโลกร้อน แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง สาเหตุการละลายคงเป็นเพราะแสงอาทิตย์ การใช้ที่ดินโดยรอบตลอดจนความร้อนใต้พิภพหรืออื่น ๆ เพราะหากแม้ผิวโลกจะร้อนขึ้น อุณหภูมิบนยอดเขาก็ยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอยู่ดี

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ 19,000 คนได้ร่วมกันลงชื่อใน The Petition Project {10} ว่า จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าการใช้ Hydrocarbon เพิ่มขึ้นทำให้เกิดภาวะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจกแต่อย่างใด แม้โลกได้ร้อนขึ้นเล็กน้อย ก็ไม่ได้มีผลเสียหายร้ายแรง (อาจมีไวรัสบางชนิดเกิดขึ้น แต่ในช่วงโลกเย็นก็อาจเกิดโรคอื่น) แต่กลับเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกในเขตอบอุ่น การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะเป็นผลดีต่อชีวิตสัตว์และทำให้การเพาะปลูกพืชผลได้มากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้จึงหนุนให้สหรัฐอเมริกาไม่ลงนามในพิธีสารเกียวโต {11} ซึ่งได้กำหนดข้อผูกพันทางกฎหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศภาคี

บทวิพากษ์ของ The Petition Project ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า

1. การกลับหนาว-ร้อนของโลกมีลักษณะที่เป็นวัฏจักร ไม่ใช่มีแต่ร้อนขึ้นอย่างเดียว ที่ผ่านมามียุคน้ำท่วมโลก และยุคน้ำแข็งสลับกันมาหลายครั้งแล้ว

2. ธารน้ำแข็งเริ่มละลายมานานก่อนการใช้ Hydrocarbon เสียอีก และละลายเร็วในอัตราเดียวกันมาตลอด 150 ปีแล้ว

3. อากาศที่ร้อนขึ้นเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ภาวะเรือนกระจกอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีสาเหตุอื่นอีกมาก เช่น แสงแดด เมฆ ความชื้น การเปลี่ยนแปลงของผิวน้ำในมหาสมุทร ความร้อนใต้พิภพ ฯลฯ

4. พายุทอร์นาโดมีแนวโน้มลดลง ส่วนพายุเฮอริเคนจากมหาสมุทรแอตแลนติก ก็มีแนวโน้มคงที่ พายุขนาดใหญ่ เช่น Katrina {12} ในปี 2548 อาจเกิดได้เป็นครั้งคราว เราจึงไม่ควรถือเอาปรากฏการณ์ชั่วคราว มาทึกทักปะติดปะต่อกับภาวะโลกร้อน

5. ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 7 นิ้วในรอบศตวรรษแต่เพิ่มมาก่อนยุคที่ใช้ Hydrocarbon ด้วยซ้ำไป

6. ป่าไม้ (ไม่ใช่สวนป่า) ในสหรัฐอเมริกาได้รับการปลูกเพิ่มขึ้น 40% ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการปลูกป่าก็อาจไม่ได้ช่วยแก้ไขโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญนัก {13}

อย่าให้ใครลวงให้ตื่นตูม

มีอยู่ภาพหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพทะเลสาบ Aral Sea ในคาซัคสถาน {14} ซึ่งแต่เดิมมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับแห้งไป มีเรือจอดอยู่บนพื้นคล้ายทะเลทราย ภาพดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ห่วงใยโลกเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นภาพแห่งการโกหกอย่างร้ายกาจ เพราะการเหือดหายไปของทะเลสาบนี้ เป็นผลมาจากการสูบน้ำและเป็นที่คาดหมายมานานแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนแม้แต่น้อย

================================

โปรดดูภาพทะเลสาบแห้งเหือดจนกลายเป็นทะเลทราย

ซึ่งอัล กอร์ นำมาอ้างอย่างผิด ๆ ว่าเป็นเพราะปัญหาโลกร้อน

ที่มา: http://www.bcoms.net/upload/images/bcoms200712623182.jpg

================================

ถ้าวันนี้เกิดการระเบิดของภูเขาไฟ ระดับเดียวกับ “กรากะตัว” ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2426 เราคงลืมเรื่องโรคร้อนในบัดดล และนึกว่าโลกต้องแตกแน่แล้ว เพราะ “แรงระเบิดนั้นคร่าชีวิตทุกคนที่ยังอยู่บนเกาะ พื้นที่ร้อยละ 65.52 ของเกาะกลายเป็นเถ้าธุลีลอยสูงขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร ในรัศมี 240 กิโลเมตร เถ้าธุลีบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิดคล้ายตอนกลางคืน . . . อยู่ห่างถึง 4,776 กิโลเมตรก็ได้ยิน (เสียงระเบิด) . . . เกิดคลื่นสึนามิ สูงกว่า 30 เมตร . . . แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นตรวจจับได้แม้แต่ที่สหราชอาณาจักร (อากาศยังเย็นลง 1.2 องศาทั่วโลกเป็นเวลาถึง 5 ปี)” {15}

ท่านทราบหรือไม่ว่าแรงระเบิดของภูเขาไฟที่ร้ายแรงที่สุดก็คือภูเขาไฟ Tambora ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2358 ในครั้งนั้นประมาณกันว่ามีขนาดเท่ากับระเบิดปรมาณู 60,000 ลูกรวมกัน ทำให้ท้องฟ้ามืดมิด ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถึงอังกฤษ {16} แต่โลกเราก็รอดมาแล้ว และกลายเป็นปรากฎการณ์ที่คนส่วนใหญ่ลืมไปหมดแล้วในเวลาอันสั้น ดังนั้นเราจึงไม่ควรปริวิตกกับปรากฏการณ์ชั่วคราวจนเกินเหตุ

กรณีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในไทย

หลายคนเน้นใช้ความรู้สึกมาบอกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ รุนแรงขึ้น แต่ความจริงก็คือ พายุหมุนเขตร้อนที่เข้ามาในประเทศไทยมีปริมาณลดลงตลอดในช่วงปี 2494-2549 รวมทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง พ.ศ.2539-2549 ก็ไม่แตกต่างกันเลย {17} ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยกลับลดลงนับแต่ปี 2483 ที่สำรวจ {18} ความรู้สึกที่ไม่อิงข้อมูล มักทำให้คิดตรงข้ามกับความจริง และมักจะรีบเชื่อเมื่อมีผู้ทำให้ตกใจ

================================

โปรดดูแผนภูมิสถิติพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศไทย

ซึ่งมีจำนวนลดลง แต่การใช้ความรู้สึกที่ไม่อิงข้อมูล

เรากลับเข้าใจว่าเพิ่มขึ้น

ที่มา: http://www.bcoms.net/upload/images/bcoms2007126231851.jpg

================================

.

.

.

================================

โปรดดูแผนภูมิอุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือน พ.ศ.2539-2549

ซึ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยตลอดทุกปี

แต่ในความรู้สึก เรามักกล่าวอ้างกันลอย ๆ ว่าร้อนขึ้น

ที่มา: http://www.bcoms.net/upload/images/bcoms200712623201.jpg

================================

.

.

.

================================

โปรดดูแผนภูมิสถิติอากาศร้อนสุดและหนาวสุดในประเทศไทย

พ.ศ.2595-2550 ซึ่งแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยมา 55 ปี

แต่เรามักได้ยินโฆษณาชวนเชื่อว่าร้อนขึ้น หนาวน้อยลง

ที่มา: http://www.bcoms.net/upload/images/bcoms2007126232043.jpg

================================

ส่วนที่เห็นน้ำท่วมโบสถ์วัดขุนสมุทร {19} นั้น คงเป็นเพราะการทรุดตัวของดินจากผลของการสูบน้ำบาดาลเกินขนาด การทำลายป่าชายเลน การพังทลายของตลิ่งและอื่น ๆ ซึ่งเป็นมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด เป็นธรรมชาติรอบอ่าวไทย ที่บางส่วนของพื้นที่อาจถูกกัดเซาะ บางบริเวณก็กำลังเกิดที่งอก ในสมัยโบราณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาแต่เดิมเป็นทะเลทั้งหมด ทุกวันนี้ใต้ท้องนาในจังหวัดอยุธยา ยังขุดทรายมาขายกันได้เป็นล่ำเป็นสัน วัดเจดีย์หอยที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี ก็ยังพบเปลือกหอยทะเลมากมาย แค่น้ำทะเลกัดเซาะวัดขุนสมุทรและบริเวณใกล้เคียงเพียงเท่านี้ ยังเทียบอะไรไม่ได้กับการเกิดภาคกลางของประเทศไทยแต่อย่างใด

================================

โปรดดูภาพเจดีย์หอย ปทุมธานี ที่แสดงว่าเมื่อก่อนทะเลกินลึก

ถึงต้นแม้น้ำเจ้าพระยา กลับที่วันนี้สูญเสียแผ่นดินแถวสมุทปราการ

บางส่วนที่วัดขุนสมุทร นับว่าเล็กน้อยมาก ที่สำคัญวันนี้เสีย

เพราะการตัดป่าชายเลน สูบน้ำบาดาล ฯลฯ

ไม่เกี่ยวกับโลกร้อนสักนิด แต่กลับถูกอ้างโดยไร้เหตุผล

ที่มา: http://www.bcoms.net/upload/images/bcoms2007126233254.jpg

================================

ในประเทศไทยของเรา การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศยังเป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา และเอ็นโซ ตามกระแสน้ำอุ่น <20> แต่กลับมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญ

สิ่งที่ต้องคิดทบทวน

โปรดอย่าไพล่เข้าใจผิดว่า เราไม่ควรใส่ใจกับเรื่องโลกร้อนและพาลเข้าใจว่า เราละเลยการรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน บทความนี้เพียงมุ่งตรวจสอบการโฆษณาชวนเชื่อที่ขาดจรรยาบรรณ ทำให้สังคมขาดความรอบรู้และเกิดการคิดอย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เราควรมีเวทีการถกเถียงเพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนในวงกว้าง เป็นการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา มีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมที่สักแต่เชื่อกันด้วยศรัทธาอย่างมืดบอดอันถือเป็นอันตรายต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและปัญญา-ความรู้ของประชาชนในระยะยาว

การใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเห็นชาวบ้านเป็นวัวควายที่อธิบายกันดีๆ ไม่ได้ ต้องหลอกล่อด้วยความกลัวถึงผลร้ายของภาวะโลกร้อนจนเกินจริง และด้วยการใช้ความน่ารัก-น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของเพื่อให้คล้อยตาม โปรดสังเกตว่า “หมัดเด็ด” ในการปิดปากผู้สงสัยเรื่องโลกร้อนก็คือการป้ายสีพวกเขาว่าเป็นผู้ไม่หวังดีต่อโลก เราจึงควรมีการวินิจฉัยด้วยตนเองให้ชัดเจนตามหลักธรรมกาลมสูตร {21} ก่อนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ

ผู้ที่กล้าพูดความจริงบางส่วนเพื่อเอาประโยชน์ใส่ตนนับเป็นผู้ที่น่ากลัว สังคมพึงทราบว่าบ้านของนายอัล กอร์เองกลับใช้ไฟฟ้ามากกว่าคนอเมริกันทั่วไปถึง 20 เท่า ใช้เงินค่าไฟฟ้าและแก๊สรวมกันปีละเกินกว่า 1 ล้านบาท {22} คนทำดีพูดดีเรื่องโลกร้อนอาจสั่งสมบารมีจนได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา บางคนได้อาชีพเป็นนักอนุรักษ์ นักประท้วง นักแบกป้ายเพื่อ “กู้โลก” หาเลี้ยงชีพไปได้ชั่วชีวิต เป็นต้น

การบิดเบือนความจริงเคยส่งผลเสียหายมากมายมาแล้ว เช่น การที่ NGO บางแห่งเคยให้ข้อมูลที่เป็นเท็จอย่างร้ายแรงว่า ประเทศไทยมีโสเภณี 2 ล้านคน ทำให้พจนานุกรมลองแมน เคยให้คำจำกัดความของกรุงเทพมหานครว่าเป็นนครแห่งโสเภณีในปี 2536 {23} จะสังเกตได้ว่านักเคลื่อนไหวทางสังคมมักพยายามโฆษณาว่าปัญหาที่ตนเกี่ยวข้องอยู่มีขนาดใหญ่ ด้วยหวังให้สังคมให้ความสนใจ แต่น่าเสียดายที่ทุกคนก็ใช้วิธีเดียวกันจนเฝือ สังคมเลย “มึน” และกลับคิดว่าปัญหาทั้งหลายนั้นสุดแก้ไข กลายเป็นปัญหาโลกแตกไป

ทางออกสุดเท่ห์ของการแก้โลกร้อนก็คือการปลูกป่า (ซึ่งถือเป็นรูปแบบการทำดีที่นำสมัยและมีระดับ ไม่ใช่พื้น ๆ แบบการบริจาคให้มูลนิธิการกุศล) โดยไม่นำพาว่าจะรณรงค์ปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจัง ปีหนึ่ง ๆ ป่าไม้ไทยถูกทำลายไปมหาศาลกว่าป่าที่ปลูกใหม่ ต้นไม้ที่ปลูกอย่างลูบหน้าปะจมูกนี้ก็คงตายไปมากกว่าจะอยู่รอดได้ บาปของแฟชั่นการปลูกป่านี้ก็คือการช่วยบิดเบือน ปกปิดไม่ให้อาชญากรรมทำลายป่าได้รับการตระหนักโดยสังคมส่วนรวม

การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ยังอาจถือเป็นการเบี่ยงประเด็นสาระสำคัญของปัญหาในโลกนี้ อันได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บที่เผชิญอยู่ทุกวัน การกดขี่เอารัดเอาเปรียบต่อผู้ด้อยโอกาส สงครามและการก่อการร้าย อำนาจเผด็จการที่ปิดกั้นเสรีภาพประชาธิปไตย ตลอดจนการปล้นสดมภ์ของประเทศมหาอำนาจต่อประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น บางทีถ้าเราเอาเงินรณรงค์เรื่องโลกร้อนไปช่วยคนทุกข์ยากทางอื่น ยังอาจได้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่านี้

บางที “นักบุญ” ที่พูดกับท่านถึงภาวะโลกร้อนนั้น แท้จริงอาจเป็น “ซาตาน” ผู้ก่ออาชญากรรม ตักตวงประโยชน์ทางการเมือง ฉกฉวยหาประโยชน์เฉพาะตน คนที่กล้า “แหกตา” พวกเราถึงเพียงนี้ น่าจะเป็นบุคคลอันตราย เราควรรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน แต่เราก็ควรส่งเสริมการระดมความคิด ถกเถียงค้นคว้าอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และมีสติ และต่อต้านความงมงายอย่างมืดบอดในทุกรูปแบบ ประเทศชาติจึงจะเจริญด้วยสังคมอุดมปัญญาที่แท้จริง

ที่มา:

{1} ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรสเพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา Email: sopon@thaiappraisal.org

{2} มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiappraisal.org

{3} ข่าว “'อัล กอร์'-ไอพีซีซี โนเบลสันติภาพ” ไทยรัฐ 13 ต.ค. 50 http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=64404

{4} รายละเอียดเกี่ยวกับพระติช นัท ฮันห์ http://en.wikipedia.org/wiki/Nhat_Hanh ซึ่งเป็นหนึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก

{5} เว็บไซต์เกี่ยวกับภาพยนต์นี้ดูได้ที่ http://www.climatecrisis.net และ http://www.an-inconvenient-truth.com

{6} เพชร มโนปวิตร บทความ “รายงานโลกใบใหญ่ / สิ่งแวดล้อม : An Inconvenient Truth กับภารกิจกู้โลก” ในนิตยสารสารคดี พฤศจิกายน 2549: http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=633

{7} โปรดอ่านบทวิพากษ์ภาพยนต์เรื่อง An Inconvenient Truth ได้ที่ Marlo Lewis “A Skeptic's Guide to An Inconvenient Truth”: http://www.cei.org/pages/ait_response-book.cfm และ Mary Ellen Tiffany Gilder “Diagnosing Al Gore: Truth in the Balance” http://sitewave.net/news/MaryEllenGilder.htm

{8} ฝ่ายวิเคราะห์และประมวลข่าวสาร สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข 11 ตุลาคม 2550: “ในปี พ.ศ. 2549 . . . ผู้ป่วยโรคปอดบวมที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลอีก 88,841 ราย/ ตาย 765 ราย ซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นต้นเหตุ สำหรับในปี พ.ศ. 2550 จนถึงสัปดาห์ที่ 39 . . . มีรายงานผู้ป่วย. . . โรคปอดบวมที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลอีก 60,188 ราย ตาย 619 ราย . . . อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของกรมควบคุมโรคในปี 2550 นี้ยังไม่พบผู้ป่วยจากโรคไข้หวัดนก หรือผู้เสียชีวิต” ที่ http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=9516

{9} โปรดอ่านข่าว “Gore climate film's nine 'errors'” BBC News, October 11, 2007: http://news.bbc.co.uk/1/hi/education/7037671.stm

{10} โปรดดูรายละเอียดของโครงการนี้ได้ที่ Petition Project http://www.oism.org/pproject/s33p1845.htm

{11} พิธีสารเกียวโต Kyoto ดูรายละเอียดภาค ภาษาอังกฤษฉบับเต็มได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Kyoto_Protocol หรือภาคภาษาไทยได้ที่ http://www.jgsee.kmutt.ac.th/greenhouse/unfccc/unfccc.php#unfccc

{12} ดูรายละเอียดพายุ Katrina ถล่มนครนิวออลีนส์ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Hurricane_Katrina

{13} ผลการศึกษาของ Lawrence Livermore National Laboratory เรื่อง “Plant a tree and save the Earth?” ที่ http://www.llnl.gov/pao/news/news_releases/2006/NR-06-12-02.html และเรื่อง “Models show growing more forests in temperate regions could contribute to global warming” ที่ http://www.llnl.gov/pao/news/news_releases/2005/NR-05-12-04.html

{14} อ่านรายละเอียด Aral Sea ได้ที่ http://unimaps.com/aral-sea/print.html

{15} อ่านรายละเอียดภูเขาไฟกรากะตัวได้ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7

{16} ราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง “ภัยภูเขาไฟ” http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?Search=1&ID=154

{17} ข้อมูลพายุจากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ www.tmd.go.th/programs/uploads/cyclones/track-56y.pdf และข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือนจาก http://service.nso.go.th/nso/nso_center/project/table/files/1100400/2549/000/00_1100400_2549_000_000000_00500.xls

{18} ข่าว “อัล กอร์ มั่ว น้ำทะเลอ่าวไทยลดลงทุกปี” ไทยรัฐ 17 ตุลาคม 2550 http://www.thairath.com/news.php?section=society03&content=64807 และข่าว “อย่าตระหนก โลกร้อนไม่ทำให้กรุงเทพจมบาดาล” http://www.tei.or.th/hotnews/071116-globalwarming1-manager.htm

{19} โปรดดูได้ที่เว็บไซต์วัดขุนสมุทร สมุทรปราการ http://www.khunsamut.com

{20} ปรากฎการณ์เอลนีโญและลานีญา โปรดศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=17

{21} กาลามสูตร 10 คือ อย่าปลงใจเชื่อ 1.ด้วยการฟังตามกันมา 2.ด้วยการถือสืบ ๆ กันมา 3.ด้วยการเล่าลือ 4.ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ 5.ด้วยตรรก 6.ด้วยการอนุมาน 7.ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล 8.เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน 9.เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ และ 10.เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา เราจะเชื่อก็ต่อเมื่อพิจารณาเห็นด้วยปัญญา (ที่มาคือ http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/002684.htm)

{22} ข่าว “เมื่อกระแสโลกร้อนย้อนมาเล่นงานอัล กอร์” สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ 7-15 มีนาคม 2550 โปรดอ่านข่าวภาษาอังกฤษที่ http://www.guardian.co.uk/international/story/0,,2022869,00.html (The Guardian) และ http://www.usatoday.com/news/washington/2007-02-27-gore-house_x.htm (USA Today)

{23} โปรดอ่านข่าวดังกล่าวได้ที่ http://www.prospect-magazine.co.uk/article_details.php?id=6889

หมายเหตุ:

ดูทั้งหมดที่: http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market166.htm

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X6104190/X6104190.html

โปรดอ่านเพิ่มเติมในกระทู้ “กระทู้รวมพล คนที่ ‘ไม่เชื่อ’ ว่ามนุษย์ทำให้โลกร้อน” และประจักษ์หลักฐานรวมทั้งความเห็นเพิ่มเติมอื่น ๆ ที่มีต่อกระทู้นี้ http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X5912617/X5912617.html

1 by global cooling 5 Jan 2008

เบื่อจัง เขียนบทความเดียวโพสท์อยู่ได้ทุกเวบ ข้างล่างนี้เป็นความเห็นต่อบทความคุณโสภณ ที่อยู่ในพันทิพ เอามาให้อ่านมันดี
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X6104190/X6104190.html
.................................

ความคิดเห็นที่ 31

บทความที่เป็นวิชาการตบหน้า ดร.กำมะลอ อยากดังที่ anit AIT แท้จริงแล้ว
อุณหภูมิเฉลี่ยประเทศไทยสูงขึ้นจากบทคัดย่อนี้

ดังนั้น ดร.กำมะลอ เลิกซ่า เลิดทำตัวเด่นดังได้แล้ว

"การผันแปรของปริมาณฝนและอุณหภูมิในประเทศไทย"

นงค์นาถ อู่ประสิทธิ์วงศ์ (2544)

www.tmd.go.th/info/sec_listpublication05_n.html


บทคัดย่อ

การผันแปรและการเปลี่ยนแปลงของภูมิ อากาศกำลังเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน ซึ่งองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งใน และต่างประเทศต่างให้ความสนใจและตระหนักถึงความสำคัญ และความจำเป็นที่ต้องดำเนินการในเรื่องที่ภูมิอากาศ มีการเปลี่ยนแปลงและก่อให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาภาวะโลกร้อน และปัญหาปริมาณฝนที่ลดลงในบางพื้นที่ และก่อให้เกิดความแห้งแล้งบ่อยครั้งหรือมีฝนเพิ่มขึ้นมาก จนเกิดอุทกภัยรุนแรง การติดตามสถานการณ์ฝน และอุณหภูมิที่ผันแปรและเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ทราบลักษณะการผันแปรและแนวโน้มของข้อมูล จึงเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์ในการใช้เป็นพื้นฐาน เพื่อประกอบการพิจารณาหรือวางแผนเพื่อรับมือกับปัญหา และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นการวิเคราะห์ในครั้งนี้จึง เป็นวิธีหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้เห็นลักษณะการผันแปร และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน และอุณหภูมิในประเทศไทย โดยการใช้ข้อมูลปริมาณฝนและอุณหภูมิรายป ีและรายเดือนจากสถานีตรวจอากาศผิวพื้น จำนวน 45 สถานี ที่มีการตรวจวัดข้อมูลตั้งแต่ พ.ศ. 2494 เป็นต้นมาถึง พ.ศ. 2542 เป็นเวลา 49 ปี และใช้ cramer's test ในการทดสอบข้อมูลของแต่ละทศวรรษ ตั้งแต่ทศวรรษ 1950, 1960, 1970, 1980 และ 1990 เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว 49 ปี ส่วนการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ศึกษาจากอนุกรมเวลาข้อมูลที่ต่างจากค่าปกติมาตรฐาน 30 ปี (ค.ศ. 1961 - 1990) ของแต่ละภาค

ผลการวิเคราะห์โดยใช้ cramer's test เน้นหนักในทศวรรษสุดท้ายเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปไม่นานและกำลังอยู่ในความสนใจ ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าปริมาณฝนรายปีของประเทศไทยในทศวรรษ 1990 ส่วนใหญ่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 49 ปี และปริมาณฝนรายเดือนในทศวรรษ 1990 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงฤดูฝนเป็นส่วนใหญ่ สำหรับแนวโน้มของปริมาณฝนที่ต่างจากค่าปกติ ปรากฏว่ามีแนวโน้มลดลงและต่ำกว่าค่าปกติในทุกภาคของประเทศ ผลการวิเคราะห์ในส่วนของอุณหภูมิปรากฏว่า พื้นที่ประเทศไทยเกือบทั้งหมดมีอุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุดเฉลี่ยในทศวรรษ 1990 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 49 ปี อย่างชัดเจนและมีนัยสำคัญ โดยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายปีสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากที่สุด 0.7 o ซ. ในภาคกลางและภาคตะวันออก และอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยรายปีสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากที่สุด 0.7 o ซ. ในภาคกลางและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ภาคกลางจึงเป็นภาคที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่าภาคอื่น อีกทั้งยังพบว่าเดือนมกราคมและธันวาคม ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยในทศวรรษ 1990 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 49 ปีมากกว่าเดือนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังพบว่าแนวโน้มของอุณหภูมิสูงสุด และต่ำสุดเฉลี่ยที่ต่างจากค่าปกติในทุกภาคของประเทศ มีแนวโน้มสูงขึ้นและสูงกว่าค่าปกติ

จากคุณ : JR - [ 11 ธ.ค. 50 16:06:43 A:58.8.122.51 X: TicketID:143215 ]

ความคิดเห็นที่ 32

องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) ได้ออก Article เรื่องโลกร้อนเป็นครั้งแรกอย่างไม่เป็นทางการเมื่อ 1990 ใน www.ciesin.columbia.edu/docs/001-007/001-007.html พร้อมกับรายงานครั้งแรก ของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศโดยการนำและการสนับสนุนขององค์การอุตุโลก หรือ World Meteorological Organization (WMO) ในปี 1990 และออกรายงานอย่างเป็นทางการเมื่อ 1992 พร้อมบทความของนักวิทยาศาสตร์ของ NASA ใน
asd-www.larc.nasa.gov/biomass_burn/ozone.html

บทความภาษาไทยที่อธิบายปรากฏการณ์โลกร้อนได้ดีคือ อ้างอิงการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ปริมาณ CO2 กับอุณหภูมิได้เห็นภาพใน www.lesa.in.th/global/global_warming/global_warming.htm

การติดตาม CO2 ไม่ใช่เพิ่งมากระทำ แต่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลกได้ติดตามมาเป็นเวลามากกว่า 30 ปี แล้วและสามารถคำนวณอุณหภูมิของโลกย้อน หลังและ คาดการณ์ล่วงหน้าได้

ปัจจุบันมีบทความและรายงานมากกว่าหมื่นฉบับที่สามารถหาอ่านและค้นคว้าได้ แต่ Al Gore เอามาเรียบเรียงให้เป็นระบบและอธิบายอย่าง่ายๆ ใน An Inconvenient Truth (AIT)

เมื่อเกือบ 20 ปี ที่แล้ว การให้การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ นักสาธารณสุข ไม่เกี่ยวการเมือง จริงอยู่ Al Gore อาจเคยเป็นนักการเมือง แต่การทำรายงาน AIT แม้มีข้อบกพร่องบ้างก็เป็นผลดีมากกว่าผลเสียในภาพรวม

เหมาะสมแล้วที่ IPCC และ Al Gore ได้รางวัลโนเบิลในปีนี้ (2007)

คนที่ต้านและไม่เชื่อว่า โลกร้อน เหมือน พวกนักทฤษฎีที่เชื่อว่าโลกแบน ที่ปัจจุบันยังมีซากเดนให้เห็นอยู่เป็นความโง่เขลาทางปัญญาที่ไม่เคยทำการทดลอง และ ไม่สำรวจโลก

จึงอาจกล่าวได้ว่า ไม่สำรวจ ไม่ทดลอง ไม่มีสิทธิวิจารณ์ หากจะวิจารณ์ก็ย่อมแสดงความเขลาของตัวเองออกมา

จากคุณ : JR - [ 11 ธ.ค. 50 16:08:45 A:58.8.122.51 X: TicketID:143215 ]






ความคิดเห็นที่ 33

IPPC รายงานการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเป็นไปอย่างต่อเนื่องว่าในรอบร้อยปีที่ผ่านมา สูงขึ้น +0.74องศา (1906-2005) หรือประมาณ 0.074 องศา/ปี แต่ในรอบ 50 ปี กลับมากขึ้นเกือบ 2 เท่า อยู่ที่ประมาณ 0.13 องศา/ปี หรือประมาณ 0.65 องศา ดูในwww.ipcc.ch/pdf/assessment-report/ar4/wg1/ar4-wg1-chapter4.pdf

การเพิ่มที่ 0.65 องศา ในรอบ 50 ปี นั้นสอดคล้องกับนักวิจัยไทยที่ค้นพบการเพิ่ม 0.7 องศาในรอบ 49 ปี (โดย นงค์นาถ อู่ประสิทธิ์วงศ์ (2544) www.tmd.go.th/info/sec_listpublication05_n.html)

IPPC ยังรายงานการเกิดความแห้งแล้ง ฝนแร้ง เกิดโดยทั่วไปในเขตร้อน ซึ่งก็สอดคล้องกับ การค้นคว้าของ นงค์นาถ อู่ประสิทธิ์วงศ์ ที่กล่าวไว้ในบทคัดย่อ เช่นกัน

ต้องขอคาระวะงานด้านวิชาการของ นงค์นาถ อู่ประสิทธิ์วงศ์ ที่มีที่มาที่ไปและกระทำการค้นคว้าโดยแบบจำลองที่เป็นวิทยาศาสตร์

ผิดกับงานของ ดอกเตอร์กำมะลอ นักวิชาเกิน ที่แค่ไปอ่านบทความแบบงูๆปลาๆ แล้วทำเป็นเก่งทำมาพ่นขี้ปากเหม็นขี้ฟันให้คนอื่นหลงเชื่อ โดยไม่มีพิ่นฐานทางวิชาการรองรับแม้แต่น้อย แล้วยังมาอวดฉลาดบังอาจกล้าวิจารณ์งานวิจัยของคนอื่น โดยที่ตัวเองไม่มีความรู้พื้นฐานรองรับ

นอกจากนั้น ดอกเตอร์กำมะลอ ยังอวดดีฝืนกระแสโลกวิพากษ์ งานค้นคว้าชิ้นสำคัญที่นักวิทยาศาสตร๋ทั่วโลกได้ทำการค้นคว้าวิจัยเรื่องโลกร้อนมามากกว่า 30-40 ปี
และทำการเผยแพร่งานวิจัยด้วยความบริสุทธิใจและหวังดีต่อโลกใบน้อยๆที่กำลังจะพินาศโดยฝีมือมนุษย์

การกระทำของ ดอกเตอร์กำมะลอ ที่เผยแพร่บทความในที่ต่างๆแล้วยังไปโพสต์ในเวปต่างทำให้คนหลงผิดไม่ยอมรับเรื่องโลกร้อนโดยฝีมือคน เรียกว่ามือไม่พายยังเอาตีนราน้ำอีกด้วย

เห็นแล้วเศร้า ที่เมืองไทยยังมีนักวิชาเกิน
อย่าง ดอกเตอร์กำมะลอ เยี่ยงนี้

จากคุณ : JR - [ 11 ธ.ค. 50 16:09:17 A:58.8.122.51 X: TicketID:143215 ]

2 by global cooling 5 Jan 2008

สังคมอุดมปัญญามันจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราแลกเปลี่ยนกันบนฐานของความรู้และความคิด ไม่ใช่บนฐานว่ากูถูก มึงผิด ใครเห็นไม่เหมือนเราใช้ไม่ได้ โสภณเที่ยวมองว่าคนอื่นตั้งใจครอบงำความคิดคน ตัวเองก็เหมือนกันแหละ กลัวใช่ไหมล่ะว่าหากกระแสโลกร้อน น้ำทะเลขึ้นสูงจะทำให้อสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายมันราคาต่ำ หรือความผันผวนของข่าวโลกร้อนที่มันไม่นิ่งกระแสที่เถียงกันไปเถียงกันมาจะทำให้ตัวเองประเมิรราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ตามริมฝั่งทะเลไม่ถูก หากข้อมุลที่ได้มาไม่ผิดคุณกำลังพยายามจะหาทางให้รัฐบาลถ่ายโอนอำนาจในการประเมินราคาที่ดินมาให้องค์กรอิสระ ซึ่งน่าจะเป็นองคืกรของคุณเอง โดยอ้างเรื่องศักยภาพในการประเมินของรัฐบาลที่ต่ำแต่กลับใช้งบประมาณสูง

เราก็ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อน แต่เราคิดว่าการที่กระแสโลกร้อนมาแรงแล้วบ้านเรานิยมใช้ถุงผ้าเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ดี ถึงแม้จะเป็นแฟชั่นในช่วงเวลาสั้นๆ ตกลงคุณโสภณนี่หมั่นไส้ที่อัลกอร์ได้โนเบลหรือเปล่า เลยดูเดือดพล่านเสียขนาดนี้ เอาน่าคุณลองทำ documentary สักเรื่องหนึ่งแข่งกับเค้า อาจจะเป็น convenient globe ที่ทุกคนบนโลกใช้ชีวิตอย่างตามสบาย นั่งอิจฉา ประชดคนอื่นๆไปวัน แล้วตอนจบจบด้วยกรากาตั้วระเบิดตายทั้งโลกดีไหม ถ้าไม่ชอบเดี๋ยวว่างๆ จะคิดพล็อทเรื่องใหม่ให้แล้วกัน

3 by sopon pornchokchai 5 Jan 2008

ขอตั้งข้อสังเกตดังนี้:
1. บทความของคุณนงนาถ เอาเฉพาะรอบทศวรรษสุดท้าย โดยไม่ดูความเปลี่ยนแปลงโดยรวม แค่ดูจากระยะสั้น จะ bias ไหมครับ ครั้งหนึ่งเมื่อ 20-30 ปีนี้ พอโลกเย็นลง ก็มีคนบอกว่า สงสัยว่าโลกจะเข้าสู่ยุค ice age เช่นกัน ไม่ควรดูระยะสั้น จะขาดความน่าเชื่อถือครับ คุณกะลามะชน เคย ให้รายละเอียดไว้ โปรดดูกระทู้นี้ ที่ความเห็น 19 http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X6112288/X6112288.html

2. การเปลี่ยนแปลงของน้ำทะเล ก็ปรากฏว่าลดลงในรอบระยะยาว โปรดดูที่ http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X6112288/X6112288.html (ความเห็นที่ 45)

=============

โปรดสังเกตว่า "การใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเห็นชาวบ้านเป็นวัวควายที่อธิบายกันดีๆ ไม่ได้ ต้องหลอกล่อด้วยความกลัวถึงผลร้ายของภาวะโลกร้อนจนเกินจริง และด้วยการใช้ความน่ารัก-น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของเพื่อให้คล้อยตาม โปรดสังเกตว่า “หมัดเด็ด” ในการปิดปากผู้สงสัยเรื่องโลกร้อนก็คือการป้ายสีพวกเขาว่าเป็นผู้ไม่หวังดีต่อโลก เราจึงควรมีการวินิจฉัยด้วยตนเองให้ชัดเจนตามหลักธรรมกาลมสูตร {21} ก่อนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ"

การอภิปรายกัน ควรใช้เหตผล ไม่ใช่อารมณ์นะครับ
ที่สำคัญควรใช้ข้อมูล หรือตอบโต้ตาม proposition
ไม่ใช่เคลื่อนไปจุดอื่น ๆ ครับ

4 by sopon pornchokchai 5 Jan 2008

เพิ่มเติมนะครับ
1. ผมไม่ได้มองในพื้นฐานว่า "ผมถูก คนอื่นผิด" นะครับ เพียงแต่มองแย้งพร้อมหลักฐานมากมายครับ

2. ท่านตั้งสมมติฐานได้อย่างไรว่าผมต้องการครอบงำคนอื่น ในขณะที่ฝ่ายที่โฆษณาว่าโลกร้อนนั้น พูดทุกที่ ทุกโอกาส ผมพยายาม Post ให้เห็นต่างเท่านั้นครับ เพื่อให้เกิดการอภิปราย เป็นสังคมอุดมปัญญา ถ้าผมคิดแบบเดียวกับท่าน ก็จะดีกว่าหรือครับ อย่างน้อยคุณก็คงไม่เสียดสี หรืออาจชมเชย

3. น้ำทะเลสูงขึ้นอย่างไร ก็ไม่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ครับ เพราะสร้างเขื่อนได้ครับ ดูอย่าง Netherlands นะครับ ผมอยู่ในวงการนี้ เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน ไม่เคยเป็นนายหน้าหรือพัฒนาที่ดินเอง ประเมินทรัพย์ให้ฟรีโดยเฉพาะกรณี NGO หรือ ยายไฮ ครับ โปรดอย่างเข้าใจเป็นอื่นนะครับ อย่าดูแต่คำว่า "อสังหาริมทรัพย์" ครับ ถ้าผมมี "จุดอ่อน" ตรงนี้ ผมจะบอกทำไมว่าผมทำอะไรอยู่ จริงไหมครับ

4. ท่านบอกว่า "หากข้อมุลที่ได้มาไม่ผิดคุณกำลังพยายามจะหาทางให้รัฐบาลถ่ายโอนอำนาจในการประเมินราคาที่ดินมาให้องค์กรอิสระ ซึ่งน่าจะเป็นองคืกรของคุณเอง โดยอ้างเรื่องศักยภาพในการประเมินของรัฐบาลที่ต่ำแต่กลับใช้งบประมาณสูง" นี่แหละครับ เป็นการมองอย่างมี "เล่ห์กล" ใช้วิชามารป้ายสีคนอื่น ใครก็ตามที่ "บังอาจ" ไม่เห็นด้วยกับตน จะถูกป้ายสีให้เสีย ๆ หาย ๆ อย่างนี้ เช่นนี้ต่างหากครับ ที่จะสร้างสังคมอุดมปัญญาได้อย่างไร ถ้าไม่อนุญาตให้คนอื่นเห็นต่าง

5. กรณีที่พอมีคนรณรงค์เรื่องโลกร้อน เลยได้ผลพลอยได้คือ มีคนใส่ผ้าถุงมากขึ้น แสดงชัดว่าการเป็นคิดที่ไม่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เลยครับ อาศัยเหตุบังเอิญ เราส่งเสริมทางอื่นก็ได้ครับ อย่างที่ผมเขียนไว้น่ะครับว่า "การใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเห็นชาวบ้านเป็นวัวควายที่อธิบายกันดีๆ ไม่ได้ ต้องหลอกล่อด้วยความกลัวถึงผลร้ายของภาวะโลกร้อนจนเกินจริง และด้วยการใช้ความน่ารัก-น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของเพื่อให้คล้อยตาม"

6. ผมไม่ได้หมั่นไส้ท่านอัล กอร์ แต่ต้องดูอย่างวิเคราะห์ เขาเป็นนักการเมือง บินไปพูดสารพัดที่ ใช้จ่ายและทำโลกร้อนมากกว่าตาสีตาสามากมายนัก หลักฐานที่ท่านอัล กอร์ ใช้ไฟมากกว่าคนอเมริกันอื่น ๆ มากมาย ท่านไม่สนใจฉุกคิดเลยหรือครับ

7. ส่วนเรื่องกรากะตั้ว ก็เห็นชัดเจน ว่าเคยเกิดเหตุใหญ่มหาศาลมาแล้ว โลกยังอยู่ได้ นี่เป็น Hard Fact ที่ท่านควรพิจารณานะครับ และขอให้ท่านโปรดสังเกตว่า การโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องโลกร้อนนี้เลย งบประมาณในการรณรงค์เรื่องโลกร้อน ค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายสารพัดที่ใช้ไปกับการพาคนไปทำกิจกรรมเหล่านี้ มันอาจสูงกว่าสิ่งที่ได้จากการรณรงค์มากมายนัก เสียมากกว่าได้ ยกเว้นคนรับจ้างรณรงค์ ได้ทั้งเงินทั้งกล่องนะครับ

ขอบพระคุณครับ

5 by heat the world 5 Jan 2008

"การที่ทางราชการสามารถประเมินราคาที่ดินรายแปลงได้เพียงจำนวน
5.12 ล้านแปลงจากที่ดินทั้งหมด 30.02 ล้านแปลงนั้น
และกว่าจะประเมินได้ก็ทุก 4 ปีเป็นหลัก
แสดงให้เห็นว่าทางราชการไม่อาจรับภาระการประเมินได้
ทางราชการควรจะทำการประเมินใหม่ทุกครั้งสำหรับทรัพย์สินที่มีราคาสูงพอสมควร
เช่น มูลค่า 1 ล้านบาทขึ้นไป
โดยอาจให้ผู้ประเมินอิสระออกไปดำเนินการ
ค่าใช้จ่ายที่เสียกับการประเมินอาจเป็นเพียง 0.01%
ของมูลค่า และคุ้มค่ากับการเรียกเก็บภาษี
โดยการนี้ทางราชการอาจไม่จำเป็นต้องจัดทำราคาประเมินทางราชการแบบคลุมรวมซึ่งเสียงบประมาณสูงแต่บุคลากรน้อยเช่นทุกวันนี้

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร
ศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าทรัพย์สิน AREA

6 by sopon pornchokchai 5 Jan 2008

จากความเห็นที่ 5 แถลงข่าวฉบับเต็มอ่านที่นี่ครับ
http://www.area.co.th/THAI/area_announcement51.01.htm

การที่ทางราชการจัดทำราคาประเมินแล้วเก็บภาษีได้น้อยแต่เสียค่าใช้จ่ายมาก นับว่าไม่คุ้ม ผมจึงเสนอเช่นนี้ และเสนอไปตลอด ซึ่งเป็นวิธีการที่ในต่างประเทศดำเนินการกัน แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่เจริญกว่าเรา ไม่ได้มีอะไรเป็นการส่อแสดงว่าผมต้องการที่จะเอาประโยชน์ตรงนี้เลยครับ

การที่ท่านเข้าใจได้ถึงขนาดนั้น เป็นโมหะที่พึงต้องตั้งสติสักนิดนะครับ ถึงแม้ผมจะพยายามเสนอข้อมูลให้มองอีกด้านเรื่องโลกร้อน ก็ไม่ได้เกี่ยวกับประโยชน์ของผมเลยแม้แต่น้อย ขนาดผมอธิบายว่า ผมทำประโยชน์โดยใช้วิชาชีพประเมินเพื่อสังคม ท่านยังพยายามจะมองอย่างนี้

โปรดดูหน้านี้นะครับว่า ทางมูลนิธินี้เราทำอะไรบ้าง
เช่นกรณียายไฮ กรณีประเมินที่ดินสึนามิ ที่ต่างชาติพยายามบอกว่าที่ดินหลังสึนามิถูก และไทยแย่ ซึ่งไม่จริง
หรือเรื่องภัยความมั่นคงกับมูลค่าทรัพย์สิน ครับ
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Research/Research_T.htm

ทางมูลนิธิยังเคยเชิญทั้งยายไฮ และ คนที่ทำงานสึนามิ มาคุยเพื่อที่จะให้ความรู้ และร่วมกันบริจาคเพื่อส่วนรวมในงานนี้

แต่อย่างไรก็ตามเรื่องทั้งหมดก็ไม่ได้เกี่ยวกับโลกร้อนนะครับ แต่ผมพยายามชี้แจงท่านให้เห็นว่าการพยายามป้ายว่าคนอื่นไม่ดี เป็นวิชามาร ที่สังคมอุดมปัญญาเขาไม่ทำกันนะครับ ผมทราบดีครับว่า เขียนบทความทำนองนี้ อาจจะถูกต่อว่าบ้าง ข้างต้นผมจึงเขียนไว้ว่า "การใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเห็นชาวบ้านเป็นวัวควายที่อธิบายกันดีๆ ไม่ได้ ต้องหลอกล่อด้วยความกลัวถึงผลร้ายของภาวะโลกร้อนจนเกินจริง และด้วยการใช้ความน่ารัก-น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของเพื่อให้คล้อยตาม โปรดสังเกตว่า “หมัดเด็ด” ในการปิดปากผู้สงสัยเรื่องโลกร้อนก็คือการป้ายสีพวกเขาว่าเป็นผู้ไม่หวังดีต่อโลก เราจึงควรมีการวินิจฉัยด้วยตนเองให้ชัดเจนตามหลักธรรมกาลมสูตร {21} ก่อนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ . . . ผู้ที่กล้าพูดความจริงบางส่วนเพื่อเอาประโยชน์ใส่ตนนับเป็นผู้ที่น่ากลัว"

ความจริงท่านควรโต้แย้งว่าผมเขียนผิดตรงไหน ไม่ใช่มามองว่าผมเขียนโดยมีเบื้องหลัง ในขณะเดียวกันท่านไม่สนใจเบื้องหลังของท่านอัล กอร์ ดังที่ผมแสดง Hard Fact ให้ท่านได้รับทราบเลย เช่น ท่านอัล กอร์ ใช้ไฟมากกว่าชาวบ้านในสหรัฐเองถึง 20 เท่า บินเป็นว่าเล่นไปพูดที่โน่นที่นี่ ได้ทั้งเงิน ทั้งกล่อง กรณีเช่นนี้เป็น Bias สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งผมใคร่ขอท่านโปรดใช้วิจารณญาณนะครับ

ขอบพระคุณครับ

7 by sopon pornchokchai 5 Jan 2008

อย่าลืมนะครับ (ตามบทความของผม)
... ถ้าวันนี้เกิดการระเบิดของภูเขาไฟ ระดับเดียวกับ “กรากะตัว” ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2426 เราคงลืมเรื่องโรคร้อนในบัดดล และนึกว่าโลกต้องแตกแน่แล้ว เพราะ “แรงระเบิดนั้นคร่าชีวิตทุกคนที่ยังอยู่บนเกาะ พื้นที่ร้อยละ 65.52 ของเกาะกลายเป็นเถ้าธุลีลอยสูงขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร ในรัศมี 240 กิโลเมตร เถ้าธุลีบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิดคล้ายตอนกลางคืน . . . อยู่ห่างถึง 4,776 กิโลเมตรก็ได้ยิน (เสียงระเบิด) . . . เกิดคลื่นสึนามิ สูงกว่า 30 เมตร . . . แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นตรวจจับได้แม้แต่ที่สหราชอาณาจักร (อากาศยังเย็นลง 1.2 องศาทั่วโลกเป็นเวลาถึง 5 ปี)” {15}

ท่านทราบหรือไม่ว่าแรงระเบิดของภูเขาไฟที่ร้ายแรงที่สุดก็คือภูเขาไฟ Tambora ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2358 ในครั้งนั้นประมาณกันว่ามีขนาดเท่ากับระเบิดปรมาณู 60,000 ลูกรวมกัน ทำให้ท้องฟ้ามืดมิด ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถึงอังกฤษ {16} แต่โลกเราก็รอดมาแล้ว และกลายเป็นปรากฎการณ์ที่คนส่วนใหญ่ลืมไปหมดแล้วในเวลาอันสั้น ดังนั้นเราจึงไม่ควรปริวิตกกับปรากฏการณ์ชั่วคราวจนเกินเหตุ

8 by ahmed 6 Jan 2008

ขอร่วมสนุกด้วยคน
เห็นด้วยกับคำเตือนของ ดร.โสภณ ว่าเรื่องโลกร้อนไม่ควรจับแพะชนแกะ แต่การจับเท็จอัลกอร์โดยอ้างคำตัดสินของศาลอังกฤษโดยดร.โสภณเองก็จับแพะชนแกะเหมือนกันนะ ผมอ่านรายงานข่าวเกี่ยวกับคำตัดสิน หลายอันศาลไม่ได้บอกว่าอัลกอร์โกหก เพียงแต่บอกว่ายังไม่มีข้อสรุปเท่านั้น ซึ่งแปลว่าเขาอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ ต้องรอดู ศึกษากันต่อไป แล้วทำไม ดร.โสภณถึงไปรีบสรุปแทนศาลล่ะครับว่าอัลกอร์พูดเท็จ

9 by sopon pornchokchai 6 Jan 2008

ขอบคุณ ท่าน Ahmed ที่ร่วมแสดงความคิดเห็นครับ

ผมไม่ได้จับแพะชนแกะหรือด่วนสรุปแทนศาลนะครับ ผมเขียนเพียงว่า "ในประเทศอังกฤษ มีการฟ้องศาลให้ห้ามฉาย AIT ในโรงเรียนมัธยม ศาลเห็นว่า AIT มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดไปถึง 9 ประการ แต่ให้ฉายได้โดยต้องเพิ่มเติมข้อมูลที่ถูกต้อง และให้ครูที่จัดฉายต้องชี้ให้นักเรียนเข้าใจถึงข้อผิดพลาดของ AIT ด้วย {9} แต่ในประเทศไทย เรากลับปล่อยให้ฉายหลอกลวงประชาชนอย่างหน้าตาเฉย ตัวอย่างความผิดพลาดสำคัญ ได้แก่ การกล่าวว่าหิมะบนยอดเขาคิลิมันจาโรซึ่งสูงถึง 6 กิโลเมตร ละลายเพราะภาวะโลกร้อน แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง สาเหตุการละลายคงเป็นเพราะแสงอาทิตย์ การใช้ที่ดินโดยรอบตลอดจนความร้อนใต้พิภพหรืออื่น ๆ เพราะหากแม้ผิวโลกจะร้อนขึ้น อุณหภูมิบนยอดเขาก็ยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอยู่ดี"

นี่เป็น link ของสื่อที่บอกว่า An Inconvenient Truth มี Errors นะครับ
Gore climate film's nine 'errors'
http://news.bbc.co.uk/1/hi/education/7037671.stm

Al Gore’s award-winning climate change documentary was littered with nine inconvenient untruth
http://business.timesonline.co.uk/tol/business/law/corporate_law/article2633838.ece

British High Court decision on "An Inconvenient Truth": . . . the film was "partisan" and could not be shown to students without presentation of different viewpoints. The decision listed nine major factual errors in the film.
http://volokh.com/posts/1192220827.shtml

ฯลฯ

คำว่า Errors ใช้บรรยายทั่วไป ผมไม่ได้กล่าวหาท่านอัล กอร์ นะครับ

10 by global cooling 6 Jan 2008

ไอ้ที่เที่ยวกล่าวหาว่าคนพูดเรื่องโลกร้อนเป็นการใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ ดูหมิ่นศักด์ศรีความเป็นมนุษย์ นั่นแหละที่มันเป็๋นการประกาศว่ากูถูกคนอื่นผิด กลุ่มที่เค้าบอกว่าโลกร้อนเค้าไม่ได้เที่ยวพูดให้คนเชื่อ เค้าไม่ได้ไปดูถูกความเป็นมนุษย์ของใคร เค้าแค่แสดงความเห็นจากจุดยืนและมุมมองของเค้า และหวังให้สังคมหยุดและทบทวนทิศทางการพํฒนาของตนเอง ใครไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ่ ส่วนคนที่เชื่อก็ไม่เห็นว่าจะเป็นการสูญเสียศักด์ศรีความเป็นมนุษย์ตรงไหน โสภณต่างหากที่ดูถูกความเป็๋นมนุษย์ของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เชื่อเรื่องโลกร้อน โสภณใช้ตรรกะใดมาคิดไม่ทราบ เที่ียวว่าคนโน้นคนนี้คิดไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ตัวเองนั้นแหละ ตรรกะที่ยกมากล่าวอ้างนอกจาไม่มีความเป็นวิทยศาสตร์แล้วยังไมมีความเป็น Philosophy ด้วย คนจบปริญญาตรี ใช้คำว่า ดร.นำหน้า หรือที่ภาษาอังกฤษเค้ามี PhD แสดงไว้มันหมายถึงคนที่มีวิธีการคิดทาง Philosophy ไม่ใช่หรือ

แล้วไอ้ที่โพสท์ซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ พอเถอะ เขียนมากี่ครั้งก็เที่ยวตัดแปะเอางานที่ตนเองเขียนมาครั้งแรกมากล่าวอ้าง ซ้ำไปซ้ำมา และทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นการโค้ดเอางานคนอื่นมาทั้งนั้น

เราตามงานของคนที่ค้านเรื่องโลกร้อนมาเยอะ ส่วนใหญ่เค้าเขียนกันในเชิงความเป็นวิทยาศาสตร์ เขียนด้วยหลักการและความเป็นเหตุเป็นผล เขียนเพื่อให้คนแสดงความเห็นต่างต่อไป ไม่ได้เขียนเพื่อมุ่งเอาชนะคะคาน แต่เพื่อจุดประกายให้เกิดการคิดต่อ แต่โสภณเขียนด้วยความอหังการ เที่ยวยึดมั่นว่าความเห็นหรือข้อมุลของฝ่ายที่ค้านโลกร้อนเป็นสิ่งที่ถูกไปเสียหมด ส่วนฝ่ายสนับสนุนผิด นี่ขนาดเราไม่เชื่อเรื่องโลกร้อนยังรับวิธีการแสดงความเห็นของโสภณไม่ได้ จะนับประสาอะไรกับคนที่เชื่อ แต่ก็ไม่แน่นะเพราะเพื่อนเราหลายคนที่เชื่อ เรื่องนี้เค้าไม่ลงมาเถียงกับโสภณ บอกว่าเห็นวิธีคิดแล้วเสียดายเวลาที่จะลงมาเถียงด้วย

11 by sopon pornchokchai 7 Jan 2008

เราควรมาอภิปรายกันนะครับ คนที่มองมุมหนึ่ง กับผมที่มองอีกมุมหนึ่ง ด้วยเหตุด้วยผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ พร้อมประจักษ์หลักฐานนะครับ ไม่ใช่นำเรื่องที่ไม่ใช่ประเด็นมาพูดถึงนะครับ ผมเห็นคนมองด้านเดียวเรื่องโลกร้อน ผมจึงพยายามมองมุมตรงกันข้ามด้วยหลักฐาน ด้วย Link ไปสู่ Hard Facts มากมายมายืนยัน ถ้าท่าน Global Cooling เห็นเป็นอื่น ก็ควรมาคุยกันให้ตรงประเด็นนะครับ

นี่แหละครับคือสังคมอุดมปัญญา ที่ควรจะเกิด เพราะเราพิจารณาที่เนื้อหา ที่สาระ ผมเองก็ไม่เคยโกรธขึ้งหรือแสดงการตอบโต้อย่างมีอารมณ์เลยนะครับ ผมถือว่ามนุษย์ย่อมมีข้อแตกแต่ง แต่เราก็คุยกันได้ตามแบบอารยะ นั่นก็คือ ใช้เหตุผลค่อย ๆ คุย

ผมเองก็อาจมองผิดได้ หากข้อมูลไม่ถูกต้อง ท่านอื่น ๆ ก็เช่นกันนะครับ นี่จะทำให้เราเกิดการเรียนรู้ ไม่ยึดติดกับความเชื่อของเราเอง

ผมขอแนะนำให้ท่านอภิปรายกันในเรื่องนี้
1. ความผิดพลาดของอัล กอร์และหนังของเขา จนศาลอังกฤษมีคำพิพากษา ดังอ้าง

2. น้ำแข็งบนยอดเขาคีรีมันจาโรที่หนาวเย็นติดลบ หรือน้ำแข็งขั้วโลกละลายได้อย่างไรทั้งที่อยู่ในบริเวณที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง

3. เรื่องการกัดเซาะของชายฝั่งอ่าวไทย เมื่อเทียบกับการที่อ่าวไทยเคยไปไกลถึงต้นภาคกลาง

4. น้ำทะเลในอ่าวไทย เพิ่มหรือลด เพราะคุณนงนาถ ก็อ้างเฉพาะข้อมูลทศวรรษล่าสุด แสดงว่า ได้ศึกษาทศวรรษก่อน ๆ แล้ว ไม่ได้เพิ่ม จึงอ้างเฉพาะทศวรรษสุดท้าย ซึ่งอาจมีความเบี่ยงเบน ไม่ได้หมายความว่าทศวรรษก่อน ๆ ไม่เคยขึ้น ๆ ลง ๆ นะครับ อาจเคย แต่เมื่อมองภาพรวมแล้ว ก็ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

5. การตื่นกลัวเกินเหตุ แค่โลกร้อนขึ้นไม่ถึง 1 องศา ก้ตกอกตกใจ แต่เราเคยมีภูเขาไฟระเบิดขนาดกรากะตัวและอื่น ๆ อีกตั้งมาก ถ้าเกิดวันนี้ ทุกคนคงลืมโลกร้อนไปแล้ว

6. การรณรงค์โลกร้อน ยิ่งช่วยทำให้โลกร้อนหรือเปล่า ทำ Cut-out ออกรถรณรงค์ นัดคนไปเจอกัน ฯลฯ ล้วนแต่เป็นกิจกรรม ทำให้โลกร้อนขึ้นทั้งนั้น ที่สำคัญ คนได้ก็คือคนรณรงค์

7. นายอัล กอร์ บินเป็นว่าเล่น ไปพูดเรื่องโลกร้อน ทำให้โลกร้อนขึ้นมากมาย แต่พอถึงนอร์เวย์ นั่งรถไฟแทนนั่งแท็กซี่เข้าเมือง ก็กลับยกย่องว่าช่วยรณรงค์โลกร้อน

ฯลฯ

เราคุยกันอย่างนี้เป็นเรื่อง ๆ ด้วยหลักฐาน จะดีกว่านะครับ

ทุกวันนี้ฝ่ายรณรงค์เรื่องโลกร้อน มักจะออกข่าวบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ ถี่ ๆ เพื่อให้คนเชื่อ แต่พอมีคนค้านก็มักจะไม่พอใจ กรณีนี้น่าคิดนะครับ

ขอบคุณครับ

12 by heat the world 7 Jan 2008

"อัลกอร์ บินเป็นว่าเล่นไปพูดเรื่องโลกร้อน ทำให้โลกร้อนขึ้นมากมาย"
ประโยคนี้แสดงว่า
- คนเขียนเชื่อว่าการเผาไหม้เชื้อเพลิงของเครื่องบินทำให้เกิดโลกร้อน
- คนเขียนคิดว่าอัลกอร์เป็นผุ้โดยสารคนเดียวบนเครื่องบิน หากอัลกอร์ไม่บินเครื่องบินลำนั้นก็จะไม่ออกเดินทาง

"การตื่นกลัวเกินเหตุ แค่โลกร้อนขึ้นไม่ถึง 1 องศา ก้ตกอกตกใจ แต่เราเคยมีภูเขาไฟระเบิดขนาดกรากะตัวและอื่น ๆ อีกตั้งมาก ถ้าเกิดวันนี้ ทุกคนคงลืมโลกร้อนไปแล้ว"
ประโยคนี้แสดงว่า
- คนเขียนไม่ยอกแยกประเด็นระหว่างปรากฎการร์ที่เป็นพิบัติภัยทางธรรมชาติ กับการกระทำของมนุษย์ เรื่องบางเรื่องเช่นแผ่นดินไหว สึนามิ ภูเขาไประเบิด เป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่การเผาไหม้ เป็นเรื่องที่มนุษย์ทำ และเป็นการไปเร่งปฏิกิริยาที่มันอาจจะเป็นวัฏจักรธรรมชาติ

ส่วน global cooling คนจบ PhD มันปริญญาเอกนะ ไม่ใช่ปริญญาตรี

13 by ahmed 9 Jan 2008

ผมว่าจะหยุดเขียนเรื่องอัลกอร์อยู่แล้วเชียว แต่มีประเด็นอีกนิดเดียวและอาจมีประโยชน์กับไทยเรา คือประเด็นที่คุณโสภณบอกว่าค่าไฟบ้านอัลกอร์แพงกว่าเพื่อนบ้านในเมืองเดียวกันเกือบ 20 เท่า อันนี้เจ้าตัวเขายอมรับว่าจริงครับ แต่ที่แพงเพราะเขาเลือกซื้อไฟจากแหล่งที่ผลิตพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เดาเอาว่าเช่น แสงอาทิตย์หรือกังหันลม ฯลฯ) อันนี้น่าสนใจเพราะในอเมริกาผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้หลายเจ้า ไม่มีใครผูกขาดการผลิตเหมือนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่คุมทั้งการผลิตไฟ ผูกขาดการซื้อไฟฟ้าที่ผลิตโดยภาคเอกชน และสายส่ง ถ้าผู้บริโภคอย่างผมอยากใช้ไฟฟ้าที่ไม่ผลิตจากน้ำมันเตาหรือถ่านหินที่แสนสกปรก ก็ทำไม่ได้ ผมอยากเห็นประเด็นถกเกียงเรื่องโลกร้อนไปไกลขนาดเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและจัดการพลังงานในบ้านเราครับ เพราะมันไม่ได้ดีต่อโลกอย่างเดียว แต่ดีกับเศรษฐกิจ และการพัฒนาเทคโนโลยีในบ้านเราในระยะยาวด้วยนะครับ (ยังไงแหล่งพลังงานจากฟอสซิลก็จะหมดไปจากโลกอีกไม่นาน ถ้ารอวันนั้น อาจจะสายไปแล้วนะครับ)

14 by scbkapwz fowezx 11 Aug 2008

elfwv imwzf kdywizbr ucol qlth ywcpr tvaxqiwfj

ส่งความเห็น

HTML code not permitted

สมาชิก Login (กรุณาเลือกเติม)