รายงานด่วนจากโคเปนฮาเกน

งานประชุมครั้งสำคัญ ณ กรุงโคเปนฮาเกนเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความพยายามที่จะคลี่คลายความวิตกกังวล ว่างานนี้อาจจะเป็นเพียงแค่เวทีสำหรับให้บรรดาบุคคลสำคัญมาผลัดกันแสดงวิสัย ทัศน์อันเต็มเปี่ยมไปด้วยการมองโลกในแง่ดีโดยที่ไม่มีการผลักดันให้เกิด มาตรการอันจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระนั้นก็ตาม ความพยายามดังกล่าวแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะบรรยากาศในงานประชุมยังคง เต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายทั้ง ๆ ที่งานดังกล่าวก้าวย่างเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่ 2 กันแล้วและดูเหมือนว่าการประชุมกำลังจะมุ่งหน้าไปสู่ทิศทางใหม่ที่ยังไม่เคย มีใครเข้าใจมาก่อนเสียด้วย

ผู้นำรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ได้ตอบรับจะเข้าร่วมงานประชุมว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ สหประชาชาติ ณ กรุงโคเปนฮาเกนเพื่อหาทางเจรจาจัดทำข้อตกลงใหม่ไว้ใช้ยับยั้งมหันตภัยที่จะ เกิดขึ้นแก่โลกหากว่าไม่ช่วยกันยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสียก่อน ดังนั้น งานประชุมในครั้งนี้จึงถือเป็นจุดนัดพบที่ใหญ่ที่สุดสำหรับบรรดาผู้นำและทีม งานในการหาทางบรรลุข้อตกลงว่าด้วยเรื่องดังกล่าว

รัฐบาลเดนมาร์กกำหนดให้ "ศูนย์เบลล่า" ซึ่งเป็นอาคารจัดแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นสถานที่จัดงานประชุม จึงเป็นที่ทราบกันแน่นอนแล้วว่าบรรดาผู้นำประเทศต่าง ๆ จะต้องมาทำข้อตกลงครั้งสำคัญที่ศูนย์เบลล่าในสัปดาห์หน้านี่เอง

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ หลายพันชีวิต รวมถึงนักเคลื่อนไหวและกองทัพนักข่าวอีกหลายพันคนได้เข้ามาปักหลักอยู่ ณ ศูนย์เบลล่า พวกเขาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อหาทางจัดทำร่างข้อตกลงต่าง ๆ เอาไว้สำหรับนำเสนอบรรดาผู้นำประเทศซึ่งจะเดินทางมาเข้าร่วมงานประชุมในภาย หลัง

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นวันเปิดงานประชุมนั้น นายลาร์ส ล็อกเก้ ราสมุสเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กพร้อมกับเลขาธิการบริหารคณะกรรมการกรอบอนุสัญญาองค์การ สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change - UNFCCC) ได้ร่วมกันเรียกร้องให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ มีเจตจำนงทางการเมืองอันมุ่งมั่นในการบรรลุข้อตกลงร่วมกันและช่วยกันสานต่อ ภารกิจที่ได้เริ่มต้นมาแล้วต่อไป

นายราสมุสเซนกล่าวว่าตนเข้าใจดีว่าผู้มาเข้าร่วมเจรจามีมุมมองต่อการ กำหนดกรอบอนุสัญญาและมติร่วมในข้อตกลงแตกต่างกัน แต่เขามั่นใจว่าเจตจำนงทางการเมืองจะช่วยให้ทุกฝ่ายหาข้อยุติให้แก่ความแตก ต่างเหล่านั้นได้ด้วยดี "และผมเชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น" เขากล่าว

กระนั้นก็ตาม สภาพการประชุมในช่วงต่อมาทำเอาทั้งนายราสมุสเซนและเลขาธิการบริหารคณะ กรรมการกรอบอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผิดหวังไม่ต่างจากประชากรโลกอื่น ๆ

งานประชุมในวันแรกไม่ได้สร้างความคืบหน้าด้านข้อตกลงแต่ประการใดเพราะผู้ ร่วมประชุมเอาแต่ตั้งคำถามเกี่ยวกับข่าวฉาวโฉ่เรื่องอีเมล์บางฉบับของนัก วิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านการประเมินสภาพภูมิอากาศ

อีเมล์ดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตหลังจากมีนักเจาะระบบ คอมพิวเตอร์ลอบเข้าไปอ่านอีเมล์ส่วนตัวของนักวิทยาศาสตร์ซึ่งทำงานอยู่ในมหา วิทยาลัยอีสต์ แองเกลีย โดยเนื้อความบางส่วนบอกเล่าถึงความขุ่นข้องหมองใจที่กระแสความสนใจต่อนัก วิทยาศาสตร์แขนงสภาพภูมิอากาศซึ่งทำงานให้แก่คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือ ไอพีซีซี (UN's Intergovernmental Panel on Climate Change) เริ่มลดลง

ดร. ราเชนทรา ปาจาอุรี ประธานของไอพีซีซี จึงเลือกใช้เวทีในพิธีเปิดงานประชุมปกป้ององค์กรของตนเอง เขาตำหนิผู้ที่ลอบเจาะระบบคอมพิวเตอร์และกล่าวหาว่าคนกลุ่มนี้มีเจตนาทำลาย ความน่าเชื่อถือของไอพีซีซี

นายปาจาอุรีพยายามจะกลบกระแสเนื้อหาในอีเมล์ด้วยการย้ำว่าไอพีซีซีมี ประสบการณ์การทำงานยาวนานหลายปีและผลิตงานอย่างมีคุณภาพมาโดยตลอด

"เราได้ประเมินสภาพภูมิอากาศอย่างโปร่งใสและปราศจากอคติใด ๆ มาเป็นระยะเวลานานถึง 21 ปีแล้วโดยเรามีนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วทุกมุมทั่วโลกเป็นผู้ร่วม งาน...เราตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนจะเผยแพร่รายงานประเมินผล สภาพภูมิอากาศแต่ละชิ้น ซึ่งเราทำทั้งหมดทั้งปวงนี้ได้ด้วยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญและรัฐบาลต่าง ๆ" นายปาจาอุรี กล่าว

ที่ผ่านมา รายงานประเมินผลสภาพภูมิอากาศของไอพีซีซีได้รับการยอมรับนับถือเป็นอย่างสูง และถูกใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของทั้งคณะผู้แทนและผู้นำรัฐบาลจาก ประเทศต่าง ๆ เมื่อพวกเขาต้องร่วมอภิปรายหาทางแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวดจากรายงานประเมินผลสภาพภูมิอากาศฉบับที่ 4 ของไอพีซีซี คือ การระบุว่าโลกกำลังร้อนขึ้นอย่างแน่นอนและโลกจำเป็นต้องบังคับให้อุณหภูมิใน ช่วงศตวรรษนี้สูงขึ้นจากเดิมไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส

ด้วยข้อสรุปดังกล่าว การกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดของโลก และจำเป็นต้องเริ่มดำเนินการเสียแต่วันนี้ อย่างไรก็ตาม การกำหนดเพาดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะบังคับให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้อง ยอมรับภาระและผลประโยชน์ที่ไม่เท่ากันไปด้วย ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่มีความต้องการพัฒนาพิเศษ หรืออาจกล่าวได้ว่าเพดานดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อหนทางพัฒนาประเทศของพวก เขานั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ดร. ปาจาอุรีกล่าวว่าผู้เข้าร่วมประชุมมิควรกังวลเกี่ยวกับประเด็นไร้สาระดัง กล่าว หากแต่ควรเดินหน้าดำเนินการให้เกิดมาตรการที่จะช่วยยับยั้งการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศโดยเขาเน้นให้เห็นว่าทุกฝ่ายจะต้องมีภาระรับผิดชอบอยู่แล้วแม้ ว่าภาระนั้นอาจจะแตกต่างกันไปบ้างก็ตาม

"สังคมควรจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการปรับตัวให้สอด คล้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในขณะที่พยายามลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปด้วย อันที่จริง การปรับตัวมีได้หลากหลายรูปแบบและสามารถดำเนินการได้ในหลายภาคส่วนด้วยต้น ทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราเริ่มดำเนินการเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ดร. ปาจาอุรีเรียกร้องไม่ได้รับความสนใจมากนักเพราะมีประเด็นร้อนที่ถูกนำเสนอ ต่อสาธารณชนในช่วง 2-3 วันต่อมา

ประเด็นร้อนดังกล่าว คือ ร่างข้อตกลงที่ทางรัฐบาลเดนมาร์กจัดทำเป็นสำเนามาแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่มารวม ตัวกัน ณ ศูนย์เบลล่า

ในทันทีที่มีการเผยแพร่ร่างข้อตกลงฉบับดังกล่าว บรรดาคณะผู้แทนของประเทศกำลังพัฒนาหรือกลุ่ม 77 และจีน (Group 77 Plus China) ก็ออกเสียงคัดค้านอย่างหนัก

นายลูมุมบา สตานิสลาส ดี-อาปิง ประธานกลุ่ม 77 ได้จัดแถลงข่าวถึง 2 ครั้งเพื่อแสดงข้อวิตกเกี่ยวกับร่างข้อตกลงที่นำเสนอโดยรัฐบาลเดนมาร์ก ทั้งนี้ ร่างข้อตกลงดังกล่าวปรากฏอยู่ในเอกสารที่มีชื่อว่า "การรับรองข้อตกลงโคเปนฮาเกนภายใต้กรอบอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ"

"ร่างข้อตกลงของเดนมาร์กเป็นอันตรายต่อประเทศกำลังพัฒนาอย่างยิ่ง ร่าง ฯ ดังกล่าวละเมิดต่อหลักการความโปร่งใสและความเปิดกว้างของการเจรจา ร่างข้อตกลงนี้จะทำลายภาระหน้าที่ซึ่งจัดสรรปันส่วนกันอย่างสมดุลระหว่าง ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรม ร่างข้อตกลงนี้ปฏิเสธภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ทุกประเทศต้องมีร่วมกันแม้ ว่าภาระหน้าที่นั้นอาจจะต่างกันในรายละเอียด" นายดี-อาปิง กล่าวเพื่อย้ำให้เห็นว่าร่างดังกล่าวอาจจะทำให้การประชุมที่โคเปนฮาเกนล้ม เหลว

นายดี-อาปิงย้ำชัดว่ากลุ่ม 77 จะไม่ยอมลงนามในข้อตกลงใด ๆ ที่ทางกลุ่มเห็นว่าไม่เป็นธรรมเป็นอันขาดแม้ว่าจะไม่ถอนตัวออกจากงานประชุม ในทันทีก็ตาม

ในมุมมองของกลุ่ม 77 ร่างข้อตกลงดังกล่าวมีเจตนาจะนำไปสู่การจัดทำข้อตกลงที่บีบให้ประเทศกำลัง พัฒนาต้องแบกรับภาระที่มากขึ้นในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยประเทศกำลังพัฒนายักษ์ใหญ่หลายประเทศมองว่าร่างข้อตกลงนี้มีเจตนาจะล้ม ล้าง "พิธีสารเกียวโต"

พิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยมีประเทศอุตสาหกรรมแนวหน้าถึง 38 ประเทศร่วมลงนามตกลงจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้จำนวนหนึ่งดังที่ ประกาศไว้ แต่พิธีสารเกียวโตนี้มิได้บังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องดำเนินการดังกล่าว แต่อย่างใด

นอกจากนี้แล้ว พิธีสารเกียวโตมิได้เสนอว่าควรจะมีการจัดทำข้อตกลงร่วมกันใหม่อีกครั้งเมื่อ ใดจนเกิดเป็นคำถามแพร่หลายว่าแล้วเมื่อไหร่มาตรการลดโลกร้อนอื่น ๆ ถึงจะเกิดขึ้นได้

นายอีโว เดอ โบเออร์ เลขาธิการบริหารคณะกรรมการกรอบอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ อธิบายว่าร่างข้อตกลงจากทางรัฐบาลเดนมาร์กนั้นแจกจ่ายสู่ผู้เข้าร่วมประชุม อย่างไม่เป็นทางการเท่านั้นโดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้หารือกันล่วงหน้า เขายืนยันว่าร่างดังกล่าวมิได้ถูกบรรจุเป็นหัวข้อในการเจรจาอย่างเป็นทางการ

นายโบเออร์ชี้ว่ารัฐบาลเดนมาร์กเพียงแต่เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องจากหลายฝ่าย และผู้แทนของบางประเทศเข้าร่วมหารือกันเกี่ยวกับร่างข้อตกลงดังกล่าวเท่า นั้น

เขาย้ำว่าประเทศอื่น ๆ ก็มักจัดทำข้อเสนอต่าง ๆ มาเผยแพร่ตามที่ประชุมว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเหมือนกัน โดยเขาระบุว่าตนเองยังได้รับข้อเสนอมากถึง 250 ฉบับเมื่อครั้งเดินทางไปร่วมประชุม ณ กรุงพอซนัน ประเทศโปแลนด์เมื่อปีก่อน

"หลายประเทศวิตกเกี่ยวกับร่างข้อตกลง (ที่รัฐบาลเดนมาร์กนำมาเสนอ) เพราะพวกเขาเห็นว่าร่างฯ ดังกล่าวไม่เป็นธรรม แต่ผมอยากให้พวกเขาเข้าใจว่าร่างดังกล่าวมิได้ถูกส่งเข้าที่ประชุมอย่างเป็น ทางการ" นายโบเออร์ กล่าว

หากร่างข้อตกลงจากทางรัฐบาลเดนมาร์กมีผลบังคับใช้จริง ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบไปด้วยเพราะดูเหมือนว่าไทยคงไม่อาจจะปฏิบัติตามข้อ ตกลงในลักษณะนี้ได้

หลังจากที่ได้อ่านร่างข้อตกลงดังกล่าวแล้ว กลุ่มผู้สนับสนุนการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในไทยพบว่าร่าง ฯ นี้เสนอให้มีกรอบการดำเนินงานทางกฎหมายสำหรับอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกรอบทางกฎหมายนี้ควรจะมีผลบังคับใช้ทันทีที่ประเทศต่าง ๆ สามารถจัดทำกรอบดังกล่าวสำเร็จเสร็จสิ้นและพร้อมจะดำเนินการให้กรอบทาง กฎหมายนี้มีผลในเชิงปฏิบัติ

"ข้อเสนอดังกล่าวอาจจะขัดต่อมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญไทย" เป็นคำวิเคราะห์จากทางกลุ่มผู้สนับสนุนการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศในไทย

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรจน์ นักวิเคราะห์จากโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคี ระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม (MEASWATCH) กล่าวว่าทางโครงการ ฯ จะส่งสำเนาร่างข้อตกลงจากทางรัฐบาลเดนมาร์กให้แก่ทีมงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทยเพื่อให้มีการนำเสนอให้นายอภิสิทธิ์ลองพิจารณาดู ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์มีกำหนดการจะเดินทางมาร่วมประชุมและกล่าวสุนทรพจน์ ณ กรุงโคเปนฮาเกนในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

อย่างไรก็ตาม งานประชุมยังมิได้มีความคืบหน้าไปถึงไหนเพราะผู้ร่วมประชุมยังคงตกลงกันไม่ ได้ในประเด็นสำคัญว่าจะให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเป็นจำนวนเท่าใดดีใน อนาคตอันใกล้

นับตั้งแต่เริ่มมีการเจรจาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพ ภูมิอากาศ กลไกที่มีผลทางกฎหมายหนึ่งเดียวสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจก คือ "พิธีสารเกียวโต" ซึ่งมีมาตรการอันสำคัญ 3 มาตรการสำหรับการบังคับให้ประเทศพัฒนาแล้ว 37 ประเทศช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยหนึ่งในมาตรการดังกล่าว คือ "กลไกการพัฒนาที่สะอาด" (Clean Development Mechanism) นั่นเอง กลไกการพัฒนาที่สะอาดเปิดทางให้ประเทศพัฒนาแล้วได้รับสิทธิในการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกหากว่าได้ดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการลงทุนเทคโนโลยีที่ สะอาดให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา นอกจากกลไกนี้แล้ว ประเทศต่าง ๆ เพียงแต่เคยรับปากว่าจะจัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวรับโลกร้อน (Adaptation Fund) และกองทุนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการจัดเตรียมรายละเอียดเท่านั้น ที่สำคัญ ข้อกำหนดการถ่ายโอนเงินและเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้วให้แก่ประเทศกำลัง พัฒนายังมิได้ถูกบรรจุอยู่ในกรอบการทำงานใด ๆ เลย

ทั้งนี้ ระยะเวลาดำเนินการช่วงแรกของพิธีสารเกียวโตจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2555 นี้แล้ว ผู้ร่วมเจรจาการแก้ไขวิกฤติโลกร้อนจึงต้องเร่งหาทางจัดทำข้อตกลงชุดใหม่ เพื่อสานต่อภารกิจยับยั้งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

ในขณะที่ทุกฝ่ายต้องการเห็นภารกิจยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดำเนินต่อไป หนทางที่พวกเขากำลังเดินกลับดูไม่เหมือนเส้นทางที่พวกเขาเคยเลือกไว้มาก่อน

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในงานประชุมครั้งสำคัญ ณ กรุงโคเปนฮาเกน ตอกย้ำผลลัพธ์ที่ได้จากงานประชุมว่าด้วยเรื่องสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงเทพ ฯ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่าโลกกำลังจะเลือกเส้นทางสายใหม่สำหรับการแก้ไข วิกฤติโลกร้อน

ปัจจุบัน หลายฝ่ายกำลังส่งสัญญาณให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ว่าพิธีสารเกียวโตจะไม่ใช่กรอบการทำงานเดียวที่พวกเขาจะพิจารณา ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ร่วมเจรจาเริ่มพูดคุยกันแล้วว่าควรจะมีการจัดทำ กรอบการทำงานใหม่ขึ้นมาภายใต้กฎกติกาที่ว่าทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันลดก๊าซ เรือนกระจก

แต่หากร่างข้อตกลงจากทางรัฐบาลเดนมาร์กกลายเป็นกรอบการทำงานใหม่สำหรับ ภารกิจยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศพัฒนาแล้วจะมีภาระหน้าที่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงแต่ ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องมีภาระหน้าที่มากขึ้น ซึ่งจุดนี้เองทำให้ประเทศกำลังพัฒนาปฏิเสธไม่ยอมรับร่างข้อตกลงที่ทางรัฐบาล เดนมาร์กนำมาเสนอ

ประเทศกำลังพัฒนามองว่าร่างข้อตกลงจากทางรัฐบาลเดนมาร์กจะทำให้พิธีสาร เกียวโตหมดความหมายไปในที่สุด

นายมาร์ติน คอร์ ผู้อำนวยการเซาธ์เซ็นเตอร์หรือองค์กรประสานงานระหว่างรัฐบาลของประเทศกำลัง พัฒนา กล่าวว่าประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศอยากจะเอาอย่างสหรัฐอเมริกาที่ไม่ยอมลงนาม ในพิธีสารเกียวโตและก็ไม่ต้องแบกรับภาระการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่ อย่างใด

"หากพวกเขาเปลี่ยนจุดยืน คือ เลือกจะละทิ้งพิธีสารเกียวโต พวกเขาก็กำลังจะก้าวไปสู่อาณาเขตที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน" นายคอร์ กล่าวพร้อมกับชี้ให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ว่ากรอบการทำงานใหม่ในเรื่องโลก ร้อนอาจจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นายเดอ โบเออร์ หนึ่งในผู้นำการเจรจาที่กรุงโคเปนฮาเกน ยังคงมีความหวังเกี่ยวกับภารกิจที่ได้สานต่อมาโดยตลอด

"ผมเชื่อว่าพิธีสารเกียวโตจะยังมีและจะต้องมีผลบังคับใช้ต่อไป" นายโบเออร์ กล่าว พร้อมกับย้ำให้เห็นว่าพิธีสารดังกล่าวเป็นกลไกที่มีผลทางกฎหมายอันจะช่วยให้ โลกสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้จริง

 

by. Piyaporn Wongrueng