วิถีกิน-อยู่...เปลี่ยนโลก (ได้)

รายงานโดย :เรื่อง อนุสรา ทองอุไร / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์:

 
 
รู้หรือไม่ว่า การกินอาหารเหลือ กินพืชผักนอกฤดูกาล บริโภคอาหารนำเข้า หรือแม้กระทั่งการอาบน้ำ การล้างจาน ทำให้โลกร้อนได้

 

“ช่วยโลก” ด้วยการปลูกต้นไม้ ใช้ถุงผ้า เปิดแอร์ 25 องศาเซลเซียส ปิดไฟ ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า ... คุณช่วยโลกได้แค่นี้จริงหรือ!?!

ในวิถีสีเขียว มิใช่แห่ทำและเชื่อตามๆ กัน กระแสบริโภคตามวิถีชีวิตคนเมืองที่มีความสะดวกสบาย อาจดูห่างไกลวิถีสีเขียว จนดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับธรรมชาติ นับวันยิ่งห่างไกล และด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ทำให้เบียดบังธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม...การดำเนินชีวิตที่ช้าและใคร่ ครวญด้วยความเข้าใจ อาจทำให้ใกล้จนมองเห็นอย่างชัดเจน และเปลี่ยนเพื่อความสุขที่เป็นจริงและยั่งยืน

มาร่วมค้นหาคำตอบของการดำรงอยู่ที่สอดประสานของคนกับธรรมชาติจากงานเสวนา เรื่องกินให้เป็น อยู่ให้สุข

การกิน การอยู่ ตามฤดูกาล

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา มูลนิธิชีววิถี และนักรณรงค์เรื่องการกินเปลี่ยนโลก กล่าวว่า การดำเนินชีวิตในวิถีสีเขียวนั้น มิจำกัดเพียงการเลือกบริโภคสินค้าอินทรีย์เท่านั้น หากรวมถึงการเลือกสรรวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติตามฤดูกาล การกินอาหารที่ผลิตได้ในท้องถิ่น ปรุงแต่งแต่น้อย ตลอดจนการดำรงชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ วิถีสีเขียว มีมิติที่กว้างกว่าการเลือกเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต ด้วยครอบคลุมไปถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมและการเกื้อกูลกันของคนในสังคม

วิถีสีเขียว มีมิติที่ลึกกว่าการอิงอาศัยธรรมชาติ ทว่ารวมไปถึงมิติด้านจิตวิญญาณและวัฒนธรรม เช่น การทำบุญข้าวใหม่ การบูชาแม่โพสพ ซึ่งเป็นประเพณีที่แสดงถึงความเคารพและสำนึกถึงบุญคุณของธรรมชาติ

วิถีสีเขียวคือ...

การสร้างแหล่งจัดจำหน่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ให้ความรู้ เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าในระดับต่างๆ อย่างชัดเจน เพื่อรณรงค์ส่งเสริมและให้ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดครอบครัวสีเขียวและชุมชนสี เขียวต้นแบบ เป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์จากผู้ผลิตชุมชนและผู้ประกอบการผลิต ขนาดเล็กและขนาดกลาง ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความตระหนักในความสำคัญของการส่งเสริมการ บริโภคผลิตภัณฑ์อินทรีย์ สินค้าจากชุมชน และผู้ผลิตขนาดเล็ก ขนาดกลาง

เพื่อการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการ ให้ผู้ประกอบการร้านกรีน ได้มีโอกาสพบปะกับผู้บริโภค เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ด้านสมาชิกที่เหนียวแน่นเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ต่อไป และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคและนักศึกษาได้เป็นอาสาสมัครเพื่อฝึกฝนการทำงาน ร่วมกับชุมชนและมีส่วนในการรณรงค์เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการรักษ์สุขภาพ สังคม สิ่งแวดล้อม รับประทานผักผลไม้ตามฤดูกาล สามารถผลิตได้ในท้องถิ่น และส่งเสริมวิถีการกินการอยู่แบบพื้นฐาน

กินอย่างฉลาดเพื่อสุขภาพตัวเองและสังคมโลก

ศุภกิจ นันทวรการ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ นักวิจัยด้านพลังงานทางเลือก กล่าวว่า การดูแลสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติมีประโยชน์ทั้งต่อตัวเราและต่อสังคมโลก อย่างแค่การกินอาหารให้เป็นเพียงเรื่องเดียว กินให้เป็นคือกินให้ถูกต้อง ไม่ใช่กินให้ถูกใจ หรือกินให้ถูกลิ้น เพราะลิ้นคนเรายาวแค่ 10 ซม. แต่สามารถสะกดเราให้ติดอยู่ใต้อำนาจมันได้ ถ้าเรามีสติในการกินเพียงเพื่อ ให้ร่างกายตั้งอยู่ได้ เราก็ไม่ต้องกินมากนัก ทรัพยากรก็จะมีเหลือพอสำหรับประชากรโลก

หัวใจสำคัญของความคิดก็คือการพัฒนาที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการ เพิ่มการผลิต เพิ่มการกินการใช้ทรัพยากร เป็นหนทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่นานทรัพยากรในโลกก็ต้องหมด การเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นสินค้าแทนที่จะคิดเป็นต้นทุนก็เป็นการถลุง ทำลายอนาคตของโลก น้ำมันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีจำกัด ถ้าใช้กันไม่ยั้งก็จะหมดใน 40 ปี แล้วจากนั้นมนุษย์ก็จะต้องกลับมาปรับตัวย้อนสู่ยุคที่ยากลำบากยิ่งกว่ายุค โบราณ

ทางที่ดีคือหันมาใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมกับธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเท่าที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข หากจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีก็ต้องเลือกเทคโนโลยีระดับกลางที่เหมาะสม ประเทศที่ร่ำรวยวันนี้คือประเทศที่ร่ำรวยจากการเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์โดยการ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย คือ สหรัฐอเมริกา และยุโรป ทั้งที่อเมริกามีประชากรเพียง 6% ของโลก แต่ใช้ทรัพยากรของโลกมากถึง 40% หากไม่หยุดยั้งความฟุ่มเฟือยนี้ให้ทันการณ์โลกเราก็อาจถึงจุดจบอย่างรวดเร็ว

ขอเสนอให้มนุษย์หันไปอยู่กับธรรมชาติ ใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสุขภาพความงามและความยั่งยืน มนุษย์ที่ฉลาดต้องจับจ่ายใช้สอยให้น้อยที่สุดเพื่อให้ได้ชีวิตที่เป็นสุขมาก ที่สุด นี่คือความเล็กที่งดงาม

ถ้าเราไม่โลภอย่างที่ท่านมหาตมะ คานธีกล่าวว่า ทรัพยากรในโลกนี้มีพอสำหรับชีวิตทุกชีวิต แต่ไม่พอสำหรับคนที่มีความโลภแม้เพียงคนเดียว ถ้าเราทุกคนกินอาหารแต่พอประมาณรู้ว่าร่างกายต้องการอะไรและกินเพื่อให้มี สุขภาพที่ดี เพียงแค่นี้ก็พอ อย่ากินข้าวเหลือเพราะว่าเศษอาหารที่เหลือไว้จะกลายเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งทำให้โลกร้อนด้วย แค่กินให้หมดจานและกินอย่างพอประมาณ กินมากก็ตายเร็ว ไม่ต้องกินให้เหลือเฟือ จะได้ไม่มีการแย่งอาหารกัน หรือไม่ต้องไปซื้อยามารักษาความป่วยไข้ แค่นี้ก็ช่วยให้โลกสงบร่มเย็นขึ้นได้แล้ว

ลดเนื้อสัตว์ช่วยโลกร้อน

เลือกกินผัก ผลไม้ตามฤดูกาลที่มีอยู่ในท้องถิ่น เนื่องจากการปลูกพืชผักนอกฤดูกาลต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติถึง 10 เท่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้แสงไฟเพื่อเร่งผลผลิต หรือการเดินทางไปซื้อผลผลิตในแหล่งปลูกที่อยู่ห่างไกล ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้โลกร้อนขึ้นทั้งสิ้น ที่สำคัญหากคุณเลือกกินผักที่ปลูกตามวิถีพื้นบ้านที่ปลอดสารพิษหรือการทำ เกษตรอินทรีย์ เพราะใช้ปุ๋ยที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และจะช่วยดูดจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไว้ในดินได้ดีกว่าการทำการเกษตรแบบที่ใช้สารเคมี

จากงานเสวนาเรื่องภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทางออกเพื่อโลกที่สวยงาม ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ที่สมาคมนานาชาติอนุกรรมการชิงไห่ และนักวิชาการสิ่งแวดล้อมประเทศต่างๆ ร่วมกันจัดตั้งขึ้นที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวไว้ว่า ขณะนี้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเฉลี่ยเกือบ 1 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในแถบขั้วโลกเหนือและใต้ อุณหภูมิสูงขึ้นเกือบ 4 องศาเซลเซียส ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็วกว่าที่คิดไว้

สาเหตุสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบก็คือ การเกิดก๊าซมีเทนที่ขั้วโลกเหนือ ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน โดยก๊าซชนิดนี้เป็นก๊าซพิษที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและมีความรุนแรงกว่าก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า

นอกจากนี้ การที่คนเราบริโภคเนื้อสัตว์ยังเป็นตัวการกระตุ้นสำคัญทำให้เกิดก๊าซมีเทน มากขึ้น จากรายงานขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ต้นเหตุของภาวะโลกร้อนกว่า 80% มาจากการทำฟาร์มปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ที่ปล่อยออกมาทางลมหายใจ การผายลม และมูลสัตว์

เมื่อคนกินเนื้อสัตว์มากขึ้นก็ต้องบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำฟาร์มปศุสัตว์ มากขึ้น เพราะการทำฟาร์มต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนี้การเผาถางป่ายังทำให้เกิดภาวะทะเลทรายตามมา และ 19% ของก๊าซเรือนกระจกก็เกิดจากการเผาทำลายป่า ซึ่งเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญของโลก

หากทั่วโลกไม่ช่วยกันภายใน 3 ปีนี้น้ำแข็งขั้วโลกจะละลายหมด ทำให้น้ำทะเลเอ่อท่วมโลก ทุกแห่งจะขาดแหล่งน้ำจืดเพื่อเพาะปลูกและบริโภค แม้โลกจะร้อนขึ้นทุกวัน แต่มนุษย์เราก็สามารถช่วยลดโลกร้อนได้ทุกวันเช่นกัน แต่ละวันก็มีหลายวิธีที่เราจะช่วยลดโลกร้อนได้ทั้งนั้น เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ กินผักผลไม้ตามฤดูกาล ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี

อย่าลืมจะทำชีวิตให้ช้าๆ ลง กินอย่างช้าๆ ค่อยๆ กิน ค่อยๆ ใช้ ทะนุถนอมทรัพยากร ใช้ชีวิตช้าๆ ลง ก็ลดโลกร้อน ให้โลกอบอุ่นสวยงามได้