เราจะช่วยบรรเทา "โลกร้อน" ได้อย่างไรบ้าง

นับถึงทุกวันนี้ คงยากที่จะปฏิเสธว่า มนุษย์เป็นตัวจักรสำคัญในการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) หรือปัญหาโลกร้อน (global warming) ซึ่งสามารถรับรู้ได้จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น กว่าในอดีตเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา และเป็นที่ทราบกันในกลุ่มประชาชนส่วนหนึ่งว่า ขณะนี้ประชาคมโลกกำลังร่วมมือกันช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวอยู่ โดยผ่านกลไกที่เรียกว่า อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ซึ่งมีชื่อย่อว่า UNFCCC)...ประเทศไทยเพิ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมกลุ่มย่อยเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ถึง 9 ต.ค. ศกนี้ที่กรุงเทพฯ

ปัญหาโลกร้อน เกิดจากการสะสมของสารและก๊าซบางประเภทที่มีอยู่ในชั้นบรรยากาศ เช่น ฝุ่นละออง ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน เป็นต้น ก๊าซเหล่านี้เมื่อสะสมในบรรยากาศก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามสภาพทางภูมิอากาศ และภูมิประเทศ นอกจากนี้ เนื่องด้วย "บรรยากาศโลก" สามารถจัดเป็น "ทรัพย์สินสาธารณะของโลก" (หรืออาจจัดเป็น "ทรัพย์สินส่วนรวม" ก็ได้) ดังนั้น ประชาชนและธุรกิจเอกชนจึงปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างตามอำเภอใจ โดยมิได้คำนึงถึง "ความเสียหายหรือผลกระทบด้านลบ" ที่เกิดตามมาภายหลัง

การพัฒนาเศรษฐกิจโดยมิได้คำนึงถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร กลายเป็นต้นเหตุหนึ่ง โดยประเทศพัฒนาแล้วมีอัตราการปลดปล่อยสูงกว่าและก่อนหน้าประเทศกำลังพัฒนา อย่างน้อย 50 ปี และประเทศกำลังพัฒนาก็อยู่ในช่วงของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุผลของการเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจและการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศ พัฒนาแล้ว โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ไม่ค่อยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่าใดนัก...ประเทศไทยก็ ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้เช่นกัน

เมื่อปี 2543 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์หนัก 340.7 ล้านตัน เป็นอันดับที่ 29 ของโลก และเพิ่มขึ้นเป็น 366.6 ล้านต้นในปี 2548 เป็นอันดับที่ 24 ของโลก โดยมีประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ของโลก นอกจากนี้ อัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อประชากรของไทยเพิ่มขึ้นจาก 5.6 ตันต่อปี เป็น 5.8 ตันต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน (ในขณะที่อัตราเฉลี่ยของโลกลดลงจาก 6.9 เป็น 6.0 ตันต่อปี)

ประเทศไทยนอกจากจะมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโลกแล้ว ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน ได้แก่ ภาวะแห้งแล้ง ผลผลิตทางการเกษตรลดลงโดยเฉพาะข้าวการสูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์บางชนิดที่ ไม่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการกลับมาของโรคบางชนิดที่มียุงเป็นพาหนะ เป็นต้น

ประเทศไทยควรจะทำอย่างไรและเมื่อใด เพื่อบรรเทาปัญหาและเพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อนในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการสาขาอื่น ๆ ต่างก็มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า การดำเนินการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เร็วที่สุด จะทำให้ต้นทุนการจัดการก๊าซเรือนกระจกในอนาคตและต้นทุนความเสียหายที่จะเกิด ขึ้นในอนาคตน้อยลงอย่างมหาศาล และมีแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่า การดำเนินการเพื่อบรรเทาปัญหาแต่เนิ่น ๆ จะมีต้นทุนรวมต่ำกว่าการรีรอที่จะดำเนินการในอนาคต

คำถามที่อาจผุดขึ้นมาขณะนี้คือ ทำไมไม่ให้ประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศใหญ่อย่างจีน อินเดีย บราซิล สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ดำเนินการก่อน ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ ยังไม่จำเป็นต้องทำอะไรตอนนี้ก็ได้

คำตอบที่มักได้รับมาจากฝ่ายต่าง ๆ คือ (ก) ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาระดับโลก และต้องอาศัยความร่วมมือของทุกประเทศ (ข) หากไทยสามารถดำเนินการได้ก่อน ไทยอาจจะมีความได้เปรียบจากการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งออกและเป็นสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ค) หากไทยสามารถดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการปรับตัวของเกษตรกรไทยต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็จะทำให้มีผลผลิตทางการเกษตรป้อนสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศไทยเป็นหลัก และ (ง) ประเทศไทยจะสามารถเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน ควบคู่ไปกับการบรรเทาและการปรับตัวต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปัจจุบันนี้ ภาครัฐจัดทำแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วย การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2551-2555 และแผนปฏิบัติการเพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่ง ชาติ พ.ศ. 2553-2562 นอกจากนี้ท่านนายกรัฐมนตรียังเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศแห่งชาติ อีกด้วย

มาตรการต่าง ๆ ที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยในปัจจุบันได้ร่วมมือร่วมใจกันช่วยลดการปลด ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคการผลิตไฟฟ้า (ทั้งจากลม แสงอาทิตย์ ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ) การติดตั้งเครื่องจักรเครื่องยนต์ที่ประหยัดพลังงานและเชื้อเพลิงในภาคการขน ส่ง (ทั้งทางบก อากาศ และทะเล) การปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่เอกชน และการปลูกป่ารวมถึงฟื้นฟูป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตลอดจนการติด "ฉลากคาร์บอน" เพื่อบ่งบอกให้ผู้บริโภคทราบว่า กระบวนการผลิตสินค้ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนเท่าใด

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการใหม่ ๆ ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของทางฝ่ายวิชาการและฝ่ายภาครัฐ เช่น การตั้ง "ตลาดคาร์บอน" ขึ้นภายในประเทศโดยเป็นไปตามความสมัครใจของธุรกิจ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้มาตรการด้าน "ภาษีคาร์บอน" เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น ส่วนมาตรการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น มีหน่วยงานของภาครัฐและภาคเอกชนกำลังดำเนินการอยู่ เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์ที่เหมาะสม การเตรียมสำรองแหล่งน้ำ การปรับวิธีการเพาะปลูก ฯลฯ

ตัวอย่างของประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ที่ได้เริ่มดำเนินการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปบ้างแล้ว เช่น ประเทศแอฟริกาใต้และเม็กซิโก ส่วนจีนพยายามที่จะเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (a lower carbon economy) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน เป้าหมายจะลดระดับความเข้มข้นของการใช้พลังงานของระบบเศรษฐกิจให้ได้ร้อยละ 20 ของปี ค.ศ. 2005 ภายในปี ค.ศ. 2020 และกำหนดเป้าหมายในการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ของพลังงานขั้นต้น (primary energy supply) ภายในปี ค.ศ. 2010

สำหรับบราซิลเสนอโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการเพิ่ม เงินอุดหนุนและสิ่งจูงใจต่าง ๆ เพื่อให้มีการใช้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 10 ของการใช้พลังงานทั้งหมดภายในระยะเวลา 20 ปี นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายในการลดอัตราการทำลายป่าไม้ลงให้ได้ร้อยละ 72 ภายในปี ค.ศ. 2017

กรณีของอินเดียนั้นก็มีการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านมาตรการ เงินอุดหนุน และตั้งเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และการเพิ่มอัตราการเก็บกักคาร์บอนโดยการปลูกป่าในพื้นที่ที่ไม่เป็นป่ามา ก่อน (afforestation) โดยมีเป้าหมายระดับประเทศที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าและการปกคลุมของไม้ยืนต้น จากร้อยละ 23 เป็นร้อยละ 33 ของพื้นที่ประเทศ ฯลฯ

เราจะช่วยบรรเทา "โลกร้อน" ได้อย่างไรนั้น จึงอยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคเอกชนที่ คำนึงถึง "อนาคต" ของรุ่นตนเองและของรุ่นลูกหลาน โดยพวกเราคนรุ่นปัจจุบันต้องช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน และเตรียมการวางแผนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

คนอื่นทำก่อน พวกเราชาวไทยนี่แหละ อาจจะเสียใจในภายหลังได้...เราคงต้องพึ่งตนเองเป็นสำคัญ ก่อนจะพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย...หากพวกเราร่วมใจ ประเทศไทยคงได้เป็น "เจ้าแห่งอาหารโลก" ในอนาคต ก็เป็นได้...

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2552