แผนรับมือโลกร้อนของจีนยังเถียงกันไม่แล้วเสร็จ

เนื่องจากการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของจีนไม่สอดคล้อง กับวิถีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ กลุ่มผู้นำจีนจำต้องเลือกเอาระหว่างทางเลือกสองประการที่ไม่พึงประสงค์เพื่อ ระงับมลภาวะที่เพิ่มสูง และการเผชิญกับสถานการณ์อันน่ากลัวจากภาวะว่างงานที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวาย ทางสังคม

กระนั้นทางเลือกนี้จะต้องเดินควบคู่ไปกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันรวด เร็ว ภายใต้ความเสี่ยงต่อผลลัพท์ที่อาจย้อนมาทำลายเป้าหมาย สี่สัปดาห์ก่อนจะเปิดประชุมระดับโลกในโคเปนเฮเกนเพื่อร่วมกันกำหนดข้อตกลง ด้านภูมิอากาศฉบับใหม่,การถกเถียงในจีนยุติลง ขณะแนวทางเร่งด่วนยังถกเถียงไม่แล้วเสร็จ ในการตอบคำถามต่อชาวโลก,ปักกิ่งยืนยันว่าตนยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา จึงไม่ควรได้รับการร้องขอให้ทำสัญญาใดๆที่ฉุดดึงความพยายามเพื่อยกระดับผู้ คนให้พ้นจากความยากจน

ทว่าในประเทศผู้นำรัฐบาลกำลังพิจารณาให้การสนับสนุนการขยายตัวทาง เศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว อันสร้างความเสียหายให้กับภาวะแวดล้อมและก่อให้เกิดความยากจนชั่วกัลปาว สานต์ นักวิชาการผู้หนึ่งแถลงว่าความเคลื่อนไหวใดๆที่จีนดำเนินการเพื่อแก้ไขการ เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจะต้องไม่ผูกมัดต่อเงื่อนไขเพื่อผลประโยชน์ของชาติ

ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายนสถาบันเศรษศาสตร์สิ่งแวดล้อม แห่งมหาวิทยาลัยเหริน หมินระบุว่าเป้าหมายการลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวดนั้นจะ ลดความเติบโตของผลิตภัณท์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)ของจีนลงราว 7% ในปี 2050 แต่หากจีนคัดค้านข้อตกลงอันทำให้จีนสามารถปรับเป้าหมายตามความจำเป็นทาง เศรษฐกิจตัวเลขดังกล่าวจะลดราว 2.3% ภายในปีเดียวกัน ข้ออ้างดังกล่าวอาจทำให้ปักกิ่งสามารถลดการผูกพันธะในการประชุมที่ โคเปนเฮเกนเพื่อลดต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่ต้องจ่ายให้กับการบรรเทาความ เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ

กระนั้นนักวิชาการกลุ่มหนึ่งยืนยันว่าการประหยัดต้นทุนเช่นนี้อาจเป็นการ ทำลายตัวเองก็ได้ พวกเขาแถลงว่าความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ก่อ ให้เกิดความยากจนในจีนไปแล้ว ในเอกสารและในข้อวิจารณ์องค์กรสีเขียวภายใต้การนำของนายหู อันกัง-นักเศรษฐศาสตร์มีชื่อ,ได้เรียกร้องรัฐบาลให้ใช้ความพยายามอย่างเต็ม ที่เพื่อลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อน "ความเสียหายของสิ่งแวดล้อม,ภาวะแห้งแล้งและความเสี่ยงต่อหายนะภัยที่เพิ่ม ขึ้นหมายความว่าในอนาคตเราต้องแก้ปัญหาการถอยกลับไปสู่ความยากจนของผู้คนที่ จะเพิ่มมากขึ้นทุกที"รายงานของกลุ่มกรีนพีซและกลุ่มอ็อกเฟมระบุเมื่อหน้า ร้อนที่ผ่านมา นายหู อันกัง-ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะแห่งมหาวิทยาซิงหัวในปักกิ่งแถลงว่าจีน จะเป็นเหยื่อตัวใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาจีนต้องเผชิญกับการทวีขึ้นของปัญหาความแห้ง แล้ง,พายุ,น้ำท่วม และน้ำทะเลเพิ่มระดับ อันทำให้การดิ้นรนเพื่อยกระดับผู้คนให้พ้นจากความยากจนประสบความเสียหาย

ในรายงานของอ็อกเฟมและกรีนพีซที่นายหูเป็นผู้กำกับอยู่นั้นเหล่านัก วิชาการและนักรณรงค์แถลงว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการลดการปล่อยแก๊ส เรือนกระจกและบรรเทาความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ อย่างน้อยที่สุดอาจได้รับการชดเชยจากหายนะภัยที่ลดลงและเกิดการฟื้นตัวของ ธรรมชาติ "เป็นเรื่องไร้เหตุผลที่หยิบยกเงื่อนไขด้านผลประโยชน์ของชาติมาอ้างว่าเรา ไม่ควรดำเนินการแก้ไขความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ด้วยว่าการต่อต้านความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศคือแก่นสำคัญของผลประโยชน์ แห่งชาติของจีน" นายหูกล่าว การประเมินครั้งที่สี่ของคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของ ภูมิอากาศซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนก.พ. 2007 ย้ำว่าจีนเป็นดินแดนที่เสี่ยงต่อปัญหาโลกร้อน นักวิชาการจีนหลายคนเข้าไปมีส่วนร่วมเขียนเอกสารดังกล่าว เพื่อยกระดับความสำคัญในสังคมจีนให้กับสิ่งที่ตนค้นพบ ผลการศึกษาเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจะก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้งอย่าง รุนแรงขึ้นในพื้นที่แห้งแล้งทางเหนือและทางตะวันตกของประเทศ ทั้งจะก่อให้เกิดอุทกภัยขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำทางใต้และทางตะวันออก นักวิชาการชี้ว่าในช่วงน้ำท่วม,แผ่นดินจะดูดซึมน้ำน้อยน้อยกว่าช่วงที่ฝนตก อย่างสม่ำเสมอ ทั้งทำนายว่าภาวะแห้งแล้งและอุทกภัยก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำและการกัดกร่อน หน้าดินอย่างรุนแรงขึ้นในจีน ภาวะแห้งแล้งและอุทกภัยที่เพิ่มขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมากระตุ้นความเห็นของ สาธารณชนว่าควรจะใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของภูมิ อากาศ

แรงกดดันในประเทศพัฒนาแล้ว กับข้อเสนอของนานาชาติทำให้ปักกิ่งต้องเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหานี้ การพึ่งพาถ่านหินเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำให้จีนแซงหน้าสหรัฐฯในฐานะ เป็นประเทศที่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกมากที่สุดในโลก นักการทูตจีนแถลงว่าประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรปฏิบัติตามมาตรการสากลเพื่อควบ คุมการปล่อยแก๊สเรือนกระจก เนื่องจากต้องดิ้นรนให้พ้นจากปัญหาความยากจน ขณะปักกิ่งแถลงว่าชาติอุตสาหกรรมทั้งหลายจะต้องเข้ามามีบทบาทนำในการลดแก๊ส เรือนกระจก ทั้งต้องอุทิศเทคโนโลยีและเงินทุนให้กับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อการรับมือกับ ปัญหาโลกร้อน

กระนั้นหลายประเทศในโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯวิตกว่าการเปิดโอกาสให้จีนเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่รับผิดชอบ ในการบรรเทาปัญหาด้านภูมิอากาศเป็นการเปิดโอกาสให้กับจีนโดยไม่เป็นธรรมกับ ผู้อื่น ทว่าสหรัฐฯซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วประเทศเดียวที่ไม่เข้าร่วมอนุสัญญาเกีย วโตเพื่อควบคุมการปล่อยแก๊สเรือนกระจกตามข้อตกลงนานาชาติที่เชื่อมโยงอยู่ กับอนุสัญญากรอบงานแห่งสหประ ชาชาติว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ,แถลงว่าตนอาจใช้มาตรการด้านภาษี ศุลกากรหากรู้สึกว่าผู้ส่งออกต่างชาติเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมในการควบคุม แก๊สคาร์บอน ที่ทำให้สหรัฐฯต้องเพิ่มต้นทุนมากขึ้น แทนที่จะยินยอมควบคุมการปล่อยแก๊สจีนกลับกำหนดมาตรการที่เห็นว่าเหมาะสมกับ เงื่อนไขของชาติ เช่นตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพทางอุตสาหกรรม,เพิ่มการใช้พลังงานเพื่อการ ฟื้นฟู และเก็บภาษีการส่งออกพลังงาน เป็นต้น "จีนกำลังไปได้สวย" โจนาธาน เพิร์ชชิ่ง-หัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐฯในที่เจรจาว่าด้วยภูมิอากาศในบาร์เซโลน่า ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์(ที่ 2) กล่าว "แต่ยังไม่ได้แถลงอย่างเป็นทางการเพื่อให้กระบวนการระหว่างประเทศได้พิจารณา เราถือว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่จะนำมาถกเถียงกัน"

(จบ/ลิขสิทธิ์ไอพีเอส) Visit at IPS Asia-Pacific www.ipsnewsasia.net and the IPS Service at www.ipsnews.net. Translated from China's Climate Change Plan: The Debate Goes On