Posted by Kanitman on 12 Jun 2009

ย้อนปฏิทินปี พ.ศ 2531 เกิดอุทกภัยน้ำท่วมที่บ้านคีรีวง ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ด้วยสภาพพื้นที่ในหมู่บ้านที่เป็นที่ราบตีนเขาหลวง มีภูเขาล้อมรอบทั้ง 4 ด้านซึ่งเป็นที่มาของชื่อบ้านคีรีวง (คีรีวง= วงล้อมภูเขา) เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดจากจากฝนที่ตกติดต่อกันเป็นเวลา 13 วัน ทำให้น้ำป่าจากเขาหลวงพัดท่อนซุงท่อนมหึมาจากการทำไม้สัมปทานไหลทะลักเข้าหมู่บ้านทางคลองทำดี เข้ากัดเซาะและพื้นดินและทะลักเข้าท่วมทำลายหมู่บ้านในที่สุด เหตุการณ์นั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 คน และสิ่งที่ดูจะเป็นอาถรรพ์จนไม่น่าเชื่อนั่นคือก่อนจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2531 ได้เคยเกิดอุทกภัยรูปแบบเดียวกันนี้เมื่อปี 2505 ปี 2518 จนถึงปี 2531 เหตุการณ์อุทกภัยแต่ละครั้งห่างกัน 13 ปี ก่อนจะมาถึงครั้งสุดท้าย 2531 ที่เลขด้านหลัง 31 สลับกันก็เป็นเลข 13 นี้ที่ดูจะเป็นเลขอาถรรพ์ของหมู่บ้านคีรีวง

ในวันนี้บ้านคีรีวงผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งสุดท้ายมากว่า 20 ปีโดยไม่มีอาถรรพ์จากภัยธรรมชาติ ชาวบ้านคีรีวงปรับตัวเพื่อลดโอกาสและความรุนแรงของภัยธรรมชาติด้วยการฟื้นฟูธรรมชาติ การไม่ทำลายธรรมชาติให้เกียรติและเคารพธรรมชาติ การรู้จักปรับตัวนี้ถึอเป็นหัวใจสำคัญในยุคของภัยชนิดใหม่ที่มากับภาวะโลกร้อน

Posted by Kanit Yingpitproh on 12 Jun 2009

Comment:

ในขณะที่สังคมเมืองกำลังอารมณ์เสีย บ่นอยู่กับบางเวลาที่ไฟฟ้าดับซึ่งเราเรียกว่า "ความเดือดร้อน" เราทำเพียงแค่กดโทรศัพท์เพื่อถามปลายทางว่า "เมื่อไหร่จะซ่อมเสร็จ" และทันทีที่ความเดือดร้อนจากไฟฟ้าดับของเราหมดไป เราก็ทำหน้าที่ของลูกค้าที่ดีอุดหนุนการไฟฟ้ามาตลอดทั้งชีวิต

ห่างออกไปในชนบทไกลจากสังคมเมือง ในอีกมากมายหลายพื้นที่การจะได้มาซึ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างไฟฟ้านั้นยังเป็นเรื่องที่ต้อง "ดิ้นรน" คำตอบที่พื้นที่เหล่านั้นได้รับจากหน่วยงานรับผิดชอบด้านสาธารณูปโภคสำหับการไม่มีไฟฟ้าคือ "ไม่คุ้มค่าการลงทุน" แปลว่าทำได้แต่ไม่คุ้ม แล้วอะไรคือความคุ้มค่าระหว่างผลกำไรของหน่วยงานรัฐกับโอกาสความเท่าเทียมกันของประชาชน 

Posted by Naparat Kaewpitak on 5 Jun 2009

"การพึ่งตนเองด้านพลังงาน เปรียบเสมือนเส้นเชือกที่ช่วยให้ชาติรอดพ้นจากการจมน้ำได้"

ประโยคสั้นๆแต่แฝงไว้ด้วย ภาพสะท้อนปัญหามากมายของประเทศด้านการใช้พลังงาน ภายใต้มุมมองของ ผศ.ประสาท มีแต้ม นักวิเคราะห์พลังงานคนสำคัญจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กิจกรรมด้านพลังงานไม่มีวันหยุดนิ่ง ท่ามกลางปัญหาคนว่างงานที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ประชาชนยังคงต้องใช้พลังงานกันต่อไป แม้ว่าจะไม่มีงานทำหรือไม่มีรายได้รองรับ โดยจากสถิติค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศ พบว่า ในปี 2537 มีการจ่ายค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เฉลี่ยร้อยละ 10 ของรายได้ หรือประมาณ 6,600บาท ต่อคน ต่อปี แต่ในปีที่ผ่านมากลับพบว่า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถีบตัวสูงขึ้นเป็นร้อยละ 20 ของรายได้ ประมาณ 26,000 บาท ต่อคน ต่อปี โดยหากเราเป็นผู้จัดการพลังงานด้วยตนเอง ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะลดลงไปมาก

Posted by Kanit/Naparat on 4 Jun 2009

สองข้างทางผ่านเข้าสู่หมู่บ้านกลางป่า แต่งแต้มไปด้วยความเขียวขจีของแมกไม้นานาพรรณ ครัวเรือนห่างกันประปรายเป็นระยะๆ ไม่มีพื้นคอนกรีต หรือพื้นซีเมนต์สำหรับการเดินทางครั้งนี้ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือที่นี่ ไม่มีไฟฟ้า อาจเป็นความไม่คุ้มทุนหากจะให้ภาครัฐเข้ามาดำเนินการ ในขณะที่พวกเขาก็ไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไรเหนือกว่าคนอื่นๆในสังคมเลยแม้แต่น้อย "แล้วเขาอยู่กันได้อย่างไร"คำถามนี้คงมีคำตอบรอเราอยู่ในอีกไม่ช้า

มาถึง บ้านเลขที่ 54 ม.7 บ้านตะแบกงาม ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ครอบครัวของนายประจวบ ภูมิไชยา อายุ 52 ปี ลุงประจวบเล่าว่า จากการได้เห็นกังหันน้ำของนายสมชาย จึงมีความคิดที่จะนำมาประดิษฐ์เพื่อใช้ในครอบครัว และได้พยายามหาวิธีการในการเพิ่มกำลังไฟฟ้าให้มีมากขึ้น จนกระทั่งค้นพบถึงการจัดวางกังหันให้มีแนวขนานกับน้ำ (ลักษณะการวางใบกังหันแบบพัดลมเพดาน) โดยเชื่อว่าจะทำให้ใบพัดมีแรงส่งที่ต่อเนื่องกว่าแบบเดิม โดยกังหันของลุงประจวบให้กำลังไฟฟ้าได้มากถึง 3000 วัตต์ เนื่องจากมีตัวไดนาโมที่ใหญ่กว่าแบบแรก อีกทั้งมีการทดน้ำที่ผ่านการผลิตกระแสไฟฟ้าไปใช้ในภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ โดยลุงประจวบกล่าวว่า ได้ลงทุนด้วยงบประมาณตนเองกับกังหันน้ำตัวนี้ทั้งหมด

Posted by Nantiya on 30 May 2009

ภายใต้ความพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตัวการทำโลกร้อน ได้มีข้อเสนอหลากหลาย หนึ่งในนั้นที่ฟังดูเผินๆแล้วเข้าทีคือข้อเสนอที่เรียกว่า REDD ที่ย่อมาจาก Reducing emissions from deforestation and forest degradation in developing countries แนวคิดหลักคือการให้ประเทศพัฒนาแล้วอุดหนุนการลดการตัดไม้และการทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเก็บป่าไว้เป็นแหล่งเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แต่นักวนศาสตร์และนิเวศน์วิทยาชั้นครูของเมืองไทยอย่าง ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ผู้ก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของแนวคิดการจัดการภายใต้ REDD ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งเรื่องป่าระหว่างรัฐกับชุมชนที่ต้องพึ่งพิงป่าอีกระรอกใหญ่เนื่องจากป่าจะกลายเป็นสินค้า

"REDD เป็น commercial thinking ป่ากลายเป็นสินค้าชนิดใหม่ เป็น payment for environmental services คือประเทศรวยยอมจ่ายเงินให้ประเทศอย่างเรารักษาป่า แล้วกำหนดว่าเราทำะไรกับป่าไม่ได้นะ ต้องรักษาไว้ในสภาพเดิม ถ้ารัฐไปรับเงินเขามา ก็ต้องมาเข้มงวดกับชาวบ้านไม่ให้ใช้ป่า"

ข่าว/บทความย้อนหลังจาก Thai Climate

ข่าว/บทความจากแหล่งอื่นๆ